แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ helthy and care แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ helthy and care แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

10 สูตรผิวสวย จากผัก 5 ชนิด



บัวบก
อุดมด้วยวิตามินบีรวม ซี เบต้าแคโรทีน และมีสารเอเชียติโคไซด์ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว และช่วยสมานแผล

สูตร 1 : ครีมสมานผิว นำใบบัวบก 1 ถ้วย โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย และน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา มาปั่นรวมกันจนเป็นเนื้อครีม ทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20-25 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำเย็น

สูตร 2 : ครีมแก้แพ้ นำใบบัวบก 1/2 ถ้วย วุ้นว่านหางจระเข้ 3 ช้อนโต๊ะ และแตงกวา 1/2 ถ้วย มาปั่นรวมกันจนละเอียด ทาบริเวณที่แพ้ มีผดผื่นคัน หรือบวมแดงจากการแพ้แดด ทาทิ้งไว้ 20-25 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น



ผักกาดหอม
เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ช่วยปรับสภาพผิวให้แข็งแรง เหมาะกับคนผิวแพ้ง่าย

สูตร 1 : ลดความหยาบกร้าน นำผักกาดหอมหั่น 1 ถ้วย โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย และวิตามินอี 1 แคปซูล (400 มก.) ปั่นรวมกันให้ได้เนื้อครีมข้น ทาทั่วใบหน้าแล้วใช้ปลายนิ้วนวดเบาๆ ประมาณ 2 นาที ทิ้งไว้ 25 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น

สูตร 2 : ผิวขาวเนียนใส ปั่นผักกาดหอม 1 ถ้วยกับนมสด 1/3 ถ้วย วุ้นว่านหางจระเข้ 3 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง 1
ฟอง และน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา จนละเอียดเป็นครีม ทาใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น



ผักชีฝรั่ง
ในต่างประเทศนิยมนำสารสกัดจากใบและรากผักชีฝรั่งมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงฟื้นฟูผิว เนื่องจากมีแคลเซียม วิตามินบี1 บี2 และวิตามินซีสูง

สูตร 1 : ลดจุดด่างดำ ปั่นรากและใบผักชีฝรั่ง 1 ถ้วย โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย และไข่แดง 1 ฟองให้ละเอียดเป็นเนื้อครีมข้น ทาทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น

สูตร 2 : โลชั่นฟื้นฟูสภาพผิว นำรากและใบผักชีฝรั่ง 2 ถ้วยปั่นกับน้ำต้มสุก 1 ถ้วย กรองเอาแต่น้ำ แล้วปั่นอีกครั้งกับวุ้นว่านหางจระเข้ 1/2 ถ้วย ทาใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น



ฟักทอง
อุดมด้วยวิตามินบีรวม ซี สารต้านอนุมูลอิสระ และเบต้าแคโรทีน ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นทดแทนเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ปกป้องโครงสร้างผิวจากแสงแดด มลภาวะ ลบริ้วรอย และช่วยชะลอวัย

สูตร 1 : ครีมขัดหน้าขาวใส ใช้เนื้อฟักทองปอกเปลือก 1/2 ถ้วย ถั่วเขียว (แช่น้ำทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง) 3 ช้อนโต๊ะ นมสด 1/2 ถ้วย และน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันจนละเอียดเป็นเนื้อครีม ทาให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้ปลายนิ้วนวดเบาๆ เน้นบริเวณหน้าผาก จมูก คาง ประมาณ 5 นาที ทิ้งไว้อีก 15 นาที ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ เช็ดออกแล้วล้างด้วยน้ำเย็น

สูตร 2 : ครีมบำรุงผิว นำเนื้อฟักทองนึ่งสุก 1 ถ้วย โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันดอกคำฝอย 2 ช้อนชา มาปั่นรวมกันให้ละเอียด ทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 25 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำเย็น



ข้าวโพด
นิยมนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยชะลอวัย เนื่องจากมีวิตามินซี บี1 และสารต้านอนุมูลอิสระแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll)

สูตร 1 : โลชั่นลดจุดด่างดำ ปั่นเมล็ดข้าวโพด 1 ถ้วยกับน้ำต้ม 1/3 ถ้วยจนละเอียด กรองเอาแต่น้ำ ผสมน้ำมะนาว 2 ช้อนชาและน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที ทาทับอีกครั้งแล้วทิ้งไว้อีก 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น

สูตร 2 : สูตรครีมหน้าขาว-กระชับรูขุมขน ปั่นเมล็ดข้าวโพด 1 ถ้วยกับน้ำต้มสุก 3 ช้อนโต๊ะจนเป็นครีม เติมน้ำมะนาว 3 ช้อนชาและไข่ขาว 1 ฟองปั่นต่อจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาทาทั่วใบหน้า ใช้ปลายนิ้วคลึงเบาๆ เน้นบริเวณหน้าผาก จมูก คาง ประมาณ 10 นาที พอกทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น



แหล่งที่มา : http://hilight.kapook.com/view/36731

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย



ทราบหรือไม่ว่า การออกกำลังนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังให้ประโยชน์อะไรกับร่างกายอีก วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก...

ผิวจะดูดีขึ้น

การออกกำลังมีผลในแง่บวกหลายอย่างต่อผิว ช่วยเติมสีสันให้พวงแก้ม ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นจากการไหลเวียนของโลหิตที่ดีขึ้น และยังทำให้ผิวกระชับขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันความหย่อนยานหรือริ้วรอยได้ด้วย

ขนาดร่างกายจะสมส่วน

การออกกำลังเป็นประจำจะช่วยให้เผาผลาญแคลอรีส่วนเกิน และลดน้ำหนักได้ จะค่อยๆ มีขนาดร่างกายที่เหมาะสมกับส่วนสูง และโครงสร้างร่างกาย จะทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น และก็จะดูดีขึ้นตามไปด้วย

เส้นผมจะแข็งแรงกว่าเดิม

การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้มีการสูบฉีดโลหิตไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งหนังศีรษะด้วย รากผมจะได้รับอาหารจากเลือดที่เต็มไปด้วยออกซิเจน และช่วยกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่จะทำลายเส้นผม

ดวงตาจะแจ่มใสขึ้น

เป็นผลของการไหลเวียนโลหิตที่ดี จะทำให้ดวงตามีความชุ่มชื้น และแจ่มใส นอกจากนี้การใช้สายตาจับจ้องไปข้างหน้าตลอดเวลาของการออกกำลัง ทำให้ได้มีการออกกำลังกล้ามเนื้อดวงตาที่ทำให้แข็งแรงขึ้น

กล้ามเนื้อจะดูดีขึ้น

การออกกำลังแต่ละอย่างจะทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ทำให้ดูเพรียวขึ้น เสื้อผ้าจะเข้ากับรูปร่างได้อย่างสวยงาม และก็จะดูฟิตมากขึ้น


รู้ถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายกันแล้ว หันมาออกกำลังกายกันดีกว่า


แหล่งที่มา : http://hilight.kapook.com/view/36700

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เกาชิกิ ระบำโยคะ 5 นาที




มีเวลาเพียงน้อยนิดก็ออกกำลังได้ นี่คือจุดเด่นของ "ระบำเกาชิกิ" การเต้นแบบง่ายๆ ที่เหมาะกับคนทุกวัย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เพียงแค่หามุมสงบส่วนตัวกับชุดสบายๆ และเท้าเปล่า แล้วเริ่มระบำกันได้เลย

ตำนานเล่าว่า ระบำเกาชิกิเป็นศิลปวัฒนธรรมของอินเดียโบราณที่แสดงออกถึงความเคารพ ต่อธรรมชาติ มีคุณประโยชน์ทางอายุรเวทคือช่วยคืนสมดุลให้ร่างกาย เป็นการฝึกสติและสมาธิ เกาชิกิ ยังมีประโยชน์ตรงที่ช่วยยืดเส้นสำคัญๆ ในร่างกาย และการใช้จมูกเท้ากระแทกพื้นเบาๆ ก็เป็นการนวด เท้าเพื่อกระตุ้นเส้นประสาท บริหารอวัยวะภายใน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และพลังงานใน ร่างกายให้ทำงานประสานกันได้ดีขึ้น


ระบำเกาชิกิ

ยืนตัวตรงเท้าชิดกัน หายใจเข้าออกช้าๆ พนมมือไว้ที่หน้าอก จากนั้นชูมือขึ้นเหนือศีรษะให้แขนทั้งสองข้างแนบหู ยืดลำตัวให้ตรง

1.1 หายใจเข้าแล้วออกช้าๆ ยกเท้าขวาขึ้นและไขว้เท้าขวาไปด้านหลังข้อเท้าซ้าย โดยใช้จมูกเท้ากระแทกพื้นเบาๆ ทำสลับไปมา เริ่มจาก ขวานับ 1 ซ้ายนับ 2 ขวานับ 3 โดยจังหวะนี้ให้เอียงตัวทางขวาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ค่อยๆยกตัวขึ้นและไขว้ขาซ้ายนับ 4 ยืดตัวตรงไขว้ขาขวานับ 5

เริ่มต้นเหมือนข้อ 1 -1.1 แต่เริ่มสลับใช้เท้าซ้ายไขว้ไปทางด้านหลังข้อเท้าขวาก่อน โดยนับจังหวะ ซ้ายนับ 1 ขวานับ2 ซ้ายนับ 3แล้วเอียงตัวไปทางซ้าย ขวานับ 4 ค่อยๆ ยืดตัวกลับ ซ้ายนับ 5 ยืดตัวตรง ท่านี้จะช่วยยืดและบริหารกล้ามเนื้อแขนและลำตัว

ยืนตัวตรงเท้าชิดกัน หายใจเข้าแล้วออกช้าๆ พนมมือไว้ที่หน้าอกจากนั้นยื่นมือทั้งสองข้างไปด้านหน้าให้แขนขนานกับพื้น พร้อมกับยกเท้าขวาไปด้านหลัง ใช้จมูกเท้ากระแทกพื้นเบาๆ นับ 1 ดึงเท้าขวากลับมาด้านหน้า พร้อมก้มตัวไปข้างหน้าให้มากที่สุด นับ 2 จากนั้นค่อยๆ ยืดตัวขึ้นพร้อมกับยกเท้าซ้ายไปด้านหลัง ใช้จมูกเท้ากระแทกพื้นเบาๆ อีกครั้ง นับ 3 ท่านี้จะช่วยยืดและบริหารกล้ามเนื้อส่วนหลัง

ยืนตัวตรงเท้าชิดกัน หายใจเข้าและออกช้าๆ พนมมือไว้ที่หน้าอก จากนั้นชูมือขึ้นเหนือศีรษะให้แขนทั้งสองข้างแนบหู ยกเท้าซ้ายไปด้านหลังใช้จมูกเท้ากระแทกพื้นเบาๆ ดึงเท้ากลับ นับ 1

4.1 ยกเท้าขวาไปด้านหลัง ใช้จมูกเท้ากระแทกพื้นเบาๆ พร้อมกับแอ่นตัวไปด้านหลังช้าๆเท่าที่ทำได้ดึงเท้ากลับ นับ 2 ยกเท้าซ้ายไปด้านหลังใช้จมูกเท้ากระแทกพื้นเบาๆ ดึงเท้ากลับยืดตัวตรง นับ 3 ท่านี้จะช่วยยืดและบริหารกล้ามเนื้อหลัง ต้นแขน ต้นขา

ยืนตัวตรงเท้าชิดกัน พนมมือไว้ที่หน้าอกจากนั้นชูมือขึ้นเหนือศีรษะให้แขนทั้งสองข้างแนบหู ยืดตัวให้ตรง ยกเท้าขวาย่ำอยู่กับที่ นับขวา-ซ้าย แล้วค่อยๆ ลดมือลงกลับสู่ท่ายืน

Tip : ผู้ที่ฝึกทำควรเริ่มต้นทำช้าๆ เมื่อจดจำท่าได้แล้วจึงเพิ่มเวลาและความเร็วขึ้น นอกจากบริการร่างกายแล้วระบำเกาชิกิยังช่วยฝึกทักษะซ้าย-ขวา และบริหารสมองได้อีกด้วย

แหล่งที่มา : http://hilight.kapook.com/view/36505

นอนมากเกิน-น้อยเกิน เสี่ยงเบาหวาน

คนที่นอนมากเกินไปหรือนอนน้อยเกินไป มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคเบาหวาน

ผลวิจัยพบว่า คนที่ไม่ได้นอนคืนละ 7-8 ชั่วโมงมีแนวโน้มสูงขึ้น 2 เท่าครึ่งที่จะมีน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งโยงกับโรคเบาหวาน

นักวิจัยซึ่งศึกษาพฤติกรรมของอาสาสมัคร 276 คนเป็นเวลา 6 ปี บอกว่ายังไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Sleep Medicine แนะนำว่า การนอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนนับเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ในการป้องกันโรคต่างๆ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ไม่ทราบสาเหตุของเรื่องนี้ แต่ผลการศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแบบแผนการนอนกับโรคอ้วน โรคหัวใจร่วมหลอดเลือด และอัตราการเสียชีวิต

โรคอ้วนมีส่วนเชื่อมโยงกับเบาหวาน แต่โอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อเบาหวานอันเนื่องจากนิสัยในการนอนนั้นก็ยังคงมีอยู่แม้ว่าได้ตัดปัจจัยเรื่องโรคอ้วนออกไปแล้ว

งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า การอดนอนอาจรบกวนการผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารที่มีแคลอรีสูง ความหิว และการใช้พลังงาน

นักวิจัยแองเจโล เทรมเลย์ บอกว่า งานชิ้นนี้เป็นการศึกษาต่อเนื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาการนอนกับความเสี่ยงต่อเบาหวาน ความเสี่ยงนี้ยังคงมีนัยสำคัญแม้ว่าได้นำปัจจัยเรื่องดัชนีมวลกายกับเส้นรอบเอวมาร่วมพิจารณาด้วยแล้ว "คำแนะนำก็คือ เราควรนอนให้เต็มตื่น แต่สำหรับบางคนเรื่องนี้ก็พูดง่ายแต่ทำยาก"

งานสำรวจหลายชิ้นพบว่า ผู้คนกำลังใช้เวลากับการนอนหลับน้อยลง ชาวอังกฤษวัยผู้ใหญ่ราว 1 ใน 3 มักนอนคืนละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น ระยะเวลาการนอนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 7 ชั่วโมง


แหล่งที่มา : http://hilight.kapook.com/view/36477

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ผลไม้เปรี้ยวอาจจะไม่มีวิตามินซี


ฝรั่ง มะม่วง มะละกอ ลำไย ลิ้นจี่ พุทรา มะกอก เงาะ แคนตาลูป เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ที่ว่ามากคือเนื้อผลไม้สด 100 กรัม มีวิตามินซี 40 มิลลิกรัม หรือมากกว่า ฝรั่งสด 100 กรัม มีวิตามินซีถึง 160 มิลลิกรัม จะว่ามีมากหรือมีน้อยจะต้องคิดต่อไปด้วยว่า เรากินได้มากหรือน้อย กินฝรั่ง 100 กรัม ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าจะให้กินมะขามป้อมสด ๆ 100 กรัม คงยาก เราจึงไม่สนใจแม้ว่ามะขามป้อมจะมีวิตามินซีมากกว่าผลไม้อื่น ๆ

ผักต่าง ๆหลายชนิดให้วิตามินซี แต่ผักก็เช่นเดียวกับผลไม้ ต้องกินสด ๆจึงจะได้รับวิตามินซีเต็มที่ เพียงลวกน้ำเดือด 5 วินาที วิตามินซีก็ลดลงแล้ว ถ้าต้มนานเทน้ำทิ้งจะสูญเสียวิตามินซีไปมาก ยังคงเหลือวิตามินเอ เกลือแร่และเส้นใยอาหาร ผักที่ให้วิตามินซีมาก ได้แก่ ผักคะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ พริกทุกชนิด มะละกอดิบ ผักกาดและผักที่มีใบสีเขียวทั้งหลาย ผักผลไม้ไม่ได้ให้แต่วิตามินซีเท่านั้น สิ่งอื่น ๆในผักมีประโยชน์ ช่วยรักษาโรคเบาหวานและป้องกันมะเร็งได้

วิตามินซีเป็นสารที่จำเป็นมาก แต่ถูกทำลายได้ง่าย จึงต้องได้กินทุกวัน ความที่ถูกทำลายได้ง่ายนี้ เป็นคุณสมบัติที่ช่วยรักษาความเป็นหนุ่มเป็นสาว เพราะตัวเองถูกทำลาย ช่วยรักษาเนื้อเยื่อของร่างกายไว้ ช่วยป้องกันโรคได้ คลินิกแพทย์หลายแห่งจัดวิตามินซีไว้ให้เป็นของแถม หรือให้เด็กอมเป็นขนม


วิตามินซีช่วยสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งมีความยืดหยุ่น ทำให้เส้นเลือดยืดหดตัวเมื่อหัวใจเต้น ถ้าขาดวิตามินซีเส้นเลือดจะเปราะ แตกง่าย เห็นได้ชัดที่เยื่ออ่อนหุ้มฟัน อาการขาดวิตามินซีที่เห็นได้ง่ายคือเลือดออกตามไรฟัน ผิวหนังช้ำง่าย เมื่อเป็นแผลจะหายยาก เพราะไม่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันประสานให้ติดกัน การสร้างความแข็งแรงให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้วิตามินซีมีประโยชน์ในการป้องกันโรค เพราะทำให้ผิวหนังแข็งแรง เชื้อโรคเข้าร่างกายไม่ได้

วิตามินซีช่วยบรรเทาอาการเครียด ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อเครียด เช่นเมื่อตกใจกลัว ตื่นเต้น สนุกสนาน เป็นไข้หรือเมื่อรู้สึกหนาว วิตามินซีช่วย สร้างฮอร์โมนไธร็อกซินที่ร่างกายหลั่งออกมา เพื่อควบคุมการเผาผลาญสารอาหาร ในขณะที่เครียด ความต้องการวิตามินซีเพิ่มมากขึ้น


เมื่อรู้สึกว่าจะเป็นหวัด กินวิตามินซีเพิ่มขึ้นอาจจะไม่เป็นหรือหายเร็วขึ้น คนที่ได้รับวิตามินซีทุกวันจะเป็นหวัดน้อยกว่าคนที่ไม่ได้กิน อาหารเช้าแบบฝรั่งจะต้องเริ่มต้นด้วยน้ำส้มคั้นเสมอ น้ำผลไม้อื่นให้วิตามินซีน้อยกว่าน้ำส้มคั้น จึงแทบจะเป็นสูตรตายตัวว่า อาหารเช้าคือน้ำส้มคั้นสด หรือน้ำส้มแช่แข็ง น้ำส้มแบบอื่น ๆจะมีวิตามินซีน้อย หลายแห่งมีน้ำส้มเทียม หรือน้ำส้มผสมน้ำเชื่อมและเติมน้ำเปล่า คุณค่าทางโภชนาการจึงน้อยมาก

น้ำส้มให้วิตามินซีน้อยกว่าผลไม้สดที่กล่าวถึงข้างต้น แต่เราดื่มน้ำส้มแต่ละครั้งได้มากกว่า 100 กรัม เมื่อดื่ม 150 หรือ 200 กรัม จะได้วิตามินซีเพียงพอกับความต้องการใน 1 วัน แต่ถ้ากินผลไม้จะเสียเวลาเคี้ยว ส่วนมากคนที่ทำงานต้องรีบกินอาหารเช้า การดื่มจึงได้รับอาหารเร็วกว่า ยิ่งถ้าเปิดกล่องรินใส่แก้วดื่ม จะยิ่งประหยัดเวลากว่าปอก หั่น ผลไม้ และเคี้ยวกิน

ร่างกายดูดซึมและขับถ่ายวิตามินซีออกเร็วมาก เพียงไม่กี่ชั่วโมง วิตามินซีที่เหลือใช้จะออกมากับปัสสาวะ เราจึงควรกินผลไม้ที่มีวิตามินซีมากเป็นขนมและของว่าง ถ้ามีเวลา ควรได้เคี้ยวกินผลไม้บ่อย ๆ ได้ออกกำลังฟัน เส้นใยอาหารช่วยการย่อยและการขับถ่าย สารอาหารอื่น ๆในผลไม้ทำงานร่วมกับวิตามินซีและสารอาหารอื่น ๆ วิตามินซีช่วยการดูดซึมของธาตุเหล็ก แม้ว่าวิตามินซีจะไม่ได้ป้องกันโรคโลหิตจาง แต่วิตามินซีช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก จึงช่วยป้องกันโรคโลหิตจางทางอ้อม

สารอาหารต่าง ๆทำงานร่วมกัน ไม่มีสารใดทำงานเองอย่างเดียวโดด ๆ การได้รับสารอาหารจากอาหารจึงดีกว่าการกินแบบยาเม็ด ไม่มีอาหารใดมีสารอาหารอย่างเดียว นอกจากจะนำไปแยกออกเช่นน้ำตาลทราย ถ้าเป็นน้ำอ้อยจะมีสารอาหารหลายอย่าง แต่เมื่อนำไปทำเป็นน้ำตาลบริสุทธิ์แล้ว สารอาหารอื่น ๆจะไม่มีเหลือ เมื่อเลือกใช้น้ำตาล น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลที่ไม่ขาวจะดีกว่าน้ำตาลสีขาว

เมื่อฟังโฆษณาสินค้าว่ามีสิ่งที่มีประโยชน์ จะต้องถามต่อไปว่ามีเท่าไร การอ้างว่าผลไม้รสเปรี้ยวมีวิตามินซี เป็นข้อความที่เป็นจริง แต่มีเท่าไร มีเพียง 3 มิลลิกรัม กับมี 45 มิลลิกรัม ต่างกัน 15 เท่า น้ำส้มผสมต่าง ๆที่วางขายทั่วไปมีวิตามินซีก็จริง แต่มีน้อยมาก ไม่พอที่จะเกิดประโยชน์ มีโทษมากกว่า เพราะเติมน้ำตาลทำให้อ้วน สมัยที่โรคอ้วนกำลังระบาด หัดกินหวานให้น้อยลง ผลไม้อร่อยเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องเติมรสหวาน การเติมน้ำตาล เป็นการลดคุณค่า เท่ากับปลอมปนทำให้ปริมาณมากขึ้น ดีไม่ดีอาจเติมจุลินทรีย์ทำให้ท้องเสีย กินส้มตามธรรมชาติ ถ้าได้เนื้อส้มด้วยจะมีคุณค่ามากขึ้นอีก


แหล่งที่มา : http://women.thaiza.com/

แสงแดด” ตัวร้าย! อันตรายต่อผิว



แสงแดด มีทั้งคุณและโทษ ... ที่จริงแล้วแสงแดดมีประโยชน์ต่อมีสิ่งที่มีชีวิตบนโลกมากมาย ทั้งให้ความอบอุ่น ช่วยในการมองเห็น และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ Vitamin D ของร่างกายมนุษย์

อย่างไรก็ตามหากคนเราได้รับปริมาณแสงแดดที่มากเกินไปจะเกิดโทษได้ และอวัยวะที่ได้รับอันตรายจากแสงแดดโดยตรงก็คือ “ผิวหนัง” ของเรานั่นเอง ซึ่งมีทั้งเรื่องแสบไหม้ กระ ฝ้า แก่ก่อนวัย และ มะเร็งผิวหนัง เนื่องจากอุบัติการณ์ที่สูงขึ้นของ มะเร็งผิวหนัง ปัจจุบันจึงมีการรณรงค์ป้องกันผิวหนังจากแสงแดด โดยเน้นการป้องกันผิวหนังจากรังสี Ultraviolet ซึ่งทำได้หลายวิธี ลองอ่านต่อสิคะ

การทายากันแดด (Sunscreen)

เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะสะดวกและคล่องตัว อย่างไรก็ดีคนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่ ไม่ถูกต้องในการเลือกใช้ยากันแดด โดยเข้าใจว่ายากันแดดที่ดีคือ ยากันแดดที่มี SPF (Sun Protection Factor) สูง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

การเลือกยากันแดดไม่จำเป็นต้องเลือกชนิดที่มี SPF สูง โดยค่า SPF นั้น จะบอกประสิทธิภาพของ ยากันแดดในการป้องกันการเกิดผิวหนังแดงแสบซึ่งเป็นผลจากรังสี UVB เป็นหลัก ยากันแดดที่มีค่า SPF สูง จะป้องกันรังสี UVB ได้ดี แต่อาจป้องกันรังสี UVA ได้ไม่ดี รวมถึงอาจมีการใส่สารกันแดดลงไปหลายตัวจนทำให้คุณเกิดอาการแพ้ได้

วิธีเลือกยากันแดดที่เหมาะสม

ควรพิจารณาจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเราว่าในแต่ละวันต้องออกแดดมากน้อยเพียงใด เช่น หากไม่ค่อยออกแดดหรือทำงานในอาคาร การใช้ยากันแดด SPF 15 ก็เพียงพอ หากต้องทำงานตากแดด หรือเล่น กีฬากลางแจ้ง ควรใช้ยากันแดดค่า SPF 30

ข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันพบว่าทั้ง UVA และUVB มีส่วนสำคัญทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง โดยทำให้เกิดภาวะผิวหนังแก่ก่อนวัย รวมถึงก่อมะเร็งผิวหนังด้วย ดังนั้นเวลาเลือกซื้อยากันแดดควรเลือก ชนิดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVB และ UVA ซึ่งยากันแดดที่มีสารป้องกัน UVA จะสังเกตได้จากการมีค่า PA (Protection grade of UVA) ระบุไว้ที่ยากันแดด กรณีที่ไม่มีค่า PA ระบุ ควรเลือกชนิดของยากันแดดที่มีสารกันแดดที่สามารถป้องกัน UVA ร่วมด้วย

เคล็ดลับง่ายๆในการทายากันแดด

1.ต้องทาหนาพอสมควรจนเห็นผิวหนังขาวนวล เช่น บริเวณใบหน้า ควรทายากันแดดปริมาณ 1 กรัมต่อการทา 1 ครั้ง หากต้องการทายากันแดดทั่วทั้งตัวต้องทาอย่างน้อย 30 กรัมต่อ 1 ครั้ง จึงจะเพียงพอ เราควรเลือกยากันแดดชนิดที่กันน้ำ (water resistant) และควรทาซ้ำภายหลังว่ายน้ำหรือเล่นกีฬา เนื่องจากน้ำและเหงื่อหรือการเช็ดถูอาจจะทำให้ยากันแดดหลุดออกไปได้

2. สวมเสื้อผ้าและหมวก (Physical photoprotection)
จากการศึกษาวิจัยพบว่า ชนิดและคุณสมบัติของเสื้อผ้า สามารถบอกประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดได้ โดยผ้าที่ถักทอเนื้อแน่น อาทิ ผ้าใยสังเคราะห์ ผ้าขนสัตว์ จะป้องกันแสงแดดได้มากกว่า ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน นอกจากนี้ผ้าสีเข้ม จะป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน ส่วนการ สวมหมวก ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันแสงแดด โดยเราควรเลือกหมวกปีกกว้าง ซึ่งจะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าหมวกปีกแคบ และควรเลือกหมวกสีเข้มและเนื้อผ้าหนา จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดี

3. ติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ หากข้อมูลพบว่ารังสี UVB ไม่สามารถผ่านกระจกรถยนต์ได้ แต่รังสี UVA สามารถผ่านกระจกได้ ชนิดของกระจกมีผลในการป้องกันแสงแดด โดยกระจกหน้ารถยนต์ (windshield) เป็น laminated glass มีคุณสมบัติในการกันรังสี UVAได้ดีมาก ในขณะที่กระจกด้านข้างและกระจกด้านหลังรถยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกระจกนิรภัยชนิด tempered glass จะป้องกัน UVA ได้เพียง 50 % เท่านั้น ดังนั้นหากต้องการเลี่ยงการได้รับรังสี Ultraviolet ขณะอยู่ในรถยนต์ ควรติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์เพิ่มบริเวณกระจกด้านข้างและกระจกด้านหลัง

รับประทานวิตามินกันอันตรายจากแสงแดดจริงหรือไม่

ปัจจุบันมีการนำ Vitamin และอาหารเสริมหลายชนิดมาใช้โดยหวังผลในการต้านสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดด แต่จะได้ผลแค่ไหนก็ยังต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไป ทางที่ดีที่สุด พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำ ข้างต้น เพียงเท่านี้ก็จะห่างไกลอันตรายกับเจ้าแสงแดดแล้วค่ะ

แหล่งที่มา : http://women.thaiza.com/detail_28791.html

8 ของกินใกล้ตัวที่มีประโยชน์

1.กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีมีธาตุเหล็กสูง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง กะหล่ำปลีเป็นผักต้านมะเร็ง และมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้ที่มีความเครียดมาก ๆ หรือนำกะหล่ำปลีไปต้มกับน้ำ นำน้ำมาดื่มช่วยรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ ส่วนการนำกะหล่ำปลีมารับประทาน แนะนำว่าควรจะทำให้สุกเสียก่อน เพราะในกะหล่ำปลีดิบมีเอนไซม์ไธอามีเนสซึ่งจะไปทำลายไวตามินบี
2.ขิง

ขิงเป็นส่วนผสมของอาหารที่ให้ความหอม เผ็ดร้อนแต่ไม่จัดจ้านจนเกินไป สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งสามารถนำมาช่วยบรรเทาอาการป่วยต่าง ๆ ได้ เช่น แก้คลื่นไส้ ช่วยย่อยอาหาร หรือถ้าเป็นน้ำขิงร้อน ๆ ผสมน้ำนาวหรือน้ำผึ้งเพิ่มความหอมหวาน จะช่วยบรรเทาอาการหวัด จะได้ไม่คัดจมูก
3.งา

งา 100 กรัม มีโปรตีนถึง 26 กรัม เหล็ก 7 มิลลิกรัม และสังกะสี 10.3 มิลลิกรัม เกลือแร่ และกรดไขมันไม่อิ่มตัว อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนที่ให้ประโยชน์ต่อตับและไต และยังมีสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ถ้ารับประทานควบคู่ไปกับผักหรือผลไม้ที่มีไวตามินซีสูง จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.น้ำอ้อย

ในเมืองไทยเราหาซื้อน้ำอ้อยรับประทานได้ไม่ยาก น้ำอ้อยมีสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายหลายชนิด น้ำอ้อยมีแคลเซียมสูงกว่านม และมีธาตุเหล็กสูงกว่าไข่ และมีโพแทสเซียมสูง น้ำอ้อยให้พลังงานสูง แต่ความหวานของน้ำอ้อย ให้ผลเสียต่อเหงือกและฟัน
5.ผักชีฝรั่ง

ผักชีฝรั่งที่คนไทยชอบใส่ในลาบนั่นล่ะ มีประโยชน์ไม่น้อยหน้าผักชนิดอื่น ๆ เหมือนกัน เพราะในผักชีฝรั่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ไวตามินเอ ซี และโพแทสเซียม ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ในกองทัพจะนำผักชีฝรั่งมาต้มกับน้ำ แล้วให้ทหารที่เป็นโรคไตดื่ม ก็จะช่วยบรรเทาได้ และยังช่วยขับกรดยูริกในร่างกายอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยโรคโรคเกาต์และโรคไขข้ออักเสบ
6.พริกหวาน

พริกหวานมีเบตาแคโรทีนสูง มีไวตามินซี เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีไวตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า ในพริกสีเขียว 100 กรัมก็จะมีไวตามินซี 100 กรัมเช่นกัน
7.หอมหัวใหญ่

เป็นพืชวงศ์เดียวกับกระเทียม ช่วยลดโคเลสเตอรอลและลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยรักษาโรคโลหิตจาง โรคหืด ไขข้ออักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ และช่วยลดความแก่ชราได้อีกด้วย ซึ่งข้อหลังนี้ อาจจะทำให้หลายคนหันไปรับประทานหอมหัวใหญ่มากขึ้นเชียวล่ะ
8.เมล็ดทานตะวัน

เมล็ดทานตะวันอุดมไปด้วยโปรตีน ไวตามินบีรวม เกลือแร่ และไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งข้อหลังนี้จึงได้มีการสกัดออกมาเป็นน้ำมันเมล็ดทานตะวัน นำออกมาขายมากมาย เมล็ดทานตะวันมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่แพ้เมล็ดฟักทอง สามารถช่วยขจัดความอ่อนเพลีย ความเหนื่อยล้า ปัญหาความเครียดลงได้


แหล่งที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=899792

มากินผลไม้กันเถอะ ตอนผลไม้หน้าร้อน



มะม่วง ของหวงมดแดง ผลดิบและสุกสามารถแปรรูป เป็นมะม่วงกวน
มะม่วงดอง มะม่วงแช่ อิ่ม มะม่วงเค็ม น้ำมะม่วง แยม ฯลฯ ผลดิบ ออกรส
เปรี้ยว นำไปจิ้มน้ำพริก ทำยำ ผลสุก ยังมีแร่ธาตุดีๆ อย่างแคลเซียมและ
ฟอสฟอรัส รวมทั้งสารเบต้า-เคโรทีน สำหรับให้ร่างกายนำไปสร้างวิตามินเอได้อีกด้วย

สับปะรด ตารอบตัว รับประทานเป็นผลไม้ได้ดี มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย
เพราะมีเกลือแร่และวิตามินต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราไม่น้อย
น้ำสับประรดเอาไปแช่เนื้อทำให้เนื้อนุ่มได้ด้วย ไม่ทำให้เปื่อยยุ่ยทำให้นุ่มกำลังดี ช่วยย่อยอาหารได้

แตงโม ผลโต น้ำเยอะ รักษาโรคเบาหวาน และดีซ่าน ขับปัสสาวะ
และช่วยให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น แก้อาการกระหายน้ำ และรักษาร้อนใน เนื้อแตงโมแก้เมาได้ด้วยนะ


ทุเรียนเนื้อสีเหลือง - รสหวานร้อน ทำให้เกิดความร้อน แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝี-หนอง แห้ง เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิ
ควรกินสองวันติดต่อกันและงดอาหารในทั้งสองเช้านั้น ความร้อนในสาร
กำมะถันธรรมชาติ และกากใย จากพูทุเรียน จะออกฤทธิ์ชำระล้างขยะในลำไส้ออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา
รวมทั้งเป็นยาถ่ายพยาธิต่างๆ อีกทั้งยังเป็นยาถ่ายในผู้ป่วยน้ำเหลืองเสีย ซึ่งมักเกิดแผลจากแมลงกัดอยู่เสมอ

เงาะเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซีและน้ำตาล แก้อาการบิด ท้องอืด ท้องเฟ้อ
เปลือกเงาะมีรสฝาด และมีสานแทนนิน ใช้เป็นยาขับพยาธิ์ เมล็ดมีฤทธิ์ทำให้หลับได้

ลองกองเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินบีและฟอสฟอรัส มีสรรพคุณในการลดความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
การทานลองกองเป็นประจำ จะช่วยป้องกันอาการร้อนในภายช่องปากได้ด้วย

สละ : คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อสละมีกรดอินทรีย์ น้ำตาล วิตามินซีเล็กน้อย
มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและสารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

มังคุด : มี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี1 และ วิตามินซี


แหล่งที่มา : http://www.rabbitcafe.net/board/viewtopic.php?Category=rabbitlover&No=6852

หน้าร้อน" กับ 9 โรคร้าย...ที่ต้องระวัง!

ไม่เพียงอากาศเท่านั้นที่ร้อนระอุ ช่วงนี้ผู้คนมักเจ็บไข้ได้ป่วยกันง่ายขึ้นทั้งจากน้ำดื่ม อาหารที่ไม่สะอาดและอาหารเสียง่าย ทำให้โรคร้ายทยอยกันมาให้เห็น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินอาหาร และโรคระบบทางเดินหายใจที่ถือเป็นภัยสุขภาพก็ต้องระวัง ร้อนนี้มีโรคอะไรที่ต้องระวังบ้างไปดูกัน

1.โรคอุจจาระร่วง โรคนี้เกิดจากเชื้อโรค ต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ สามารถติดต่อได้โดยการทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำหรือเป็นมูกปนเลือด ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วร่างกายจะสูญเสีย น้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก หมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

2.โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมากและมักเกิดขึ้นในเวลารวดเร็วหลังจากทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป มักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่เป็ด ไข่ไก่ อาหารทะเล ฯลฯ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจมีถ่ายเหลวเป็นน้ำ มักไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม อาจดื่มหรือให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง

3.โรคบิด ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเป็นมูกปนเลือดบ่อยครั้ง ร่วมกับอาการปวดเบ่งที่ทวารหนัก คล้ายถ่ายไม่สุด โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ บิดชิเกลลา (Shigellosis) หรือบิดไม่มีตัวและบิดอะมีบา (Amebiasis) หรือบิดมีตัว

4.ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการทานอาหารหรือน้ำที่ถูกปนเปื้อน อาหารส่วนใหญ่ที่มักพบว่าทำให้เกิดโรค คือ อาหารจำพวกนม ผลิตภัณฑ์จากนม หอย ไข่ เนื้อสัตว์ น้ำ และอาหารอื่นๆ ที่ถูกปนเปื้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ สัปดาห์แรกไข้มักไม่สูง อาจมีอาการปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ตามตัว อาจมีหนาวสั่นได้ คนไข้ซึมลง อาจเพ้อ

5. อหิวาตกโรค (Cholera) เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย (Vibrio Cholerae) เข้าสู่ร่างกายโดยการทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรค หรือพิษของเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ เช่น อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารสุกๆ ดิบๆ เชื้อโรคจะสร้างพิษออกมาทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็กทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

6. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม ทั้งนี้ เพราะอากาศเปลี่ยนไปมาหรืออยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อรู้สึกตัวว่าเป็นหวัดให้พักผ่อน ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ และแยกนอนร่วมกับผู้อื่น หากยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์

7. โรคผิวหนัง ในหน้าร้อนอาจทำให้เราเกิดเม็ด ผดผื่นคัน สามารถป้องกันได้ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและรักษาความสะอาดบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกหรือน้ำที่ไม่สะอาด

8. โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่มีสุนัขเป็นพาหะหลักที่นำเชื้อไวรัสมาสู่คน โดยสุนัขบ้าอาจกัด ข่วน หรือเลียผิวหนังคนมีแผลเชื้อไวรัส โรคพิษสุนัขบ้านี้ เมื่อมีอาการของโรคจะเสียชีวิตทุกราย แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ที่สำคัญ ควรนำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน เพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกคน

9. โรคเครียด เป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในหน้าร้อน ทำให้เกิดอาการปวดหัว นอนไม่หลับ โมโหและหงุดหงิดง่าย จนกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง วิธีคลายเครียดง่ายๆ คือ หนีร้อนไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย เช่น ในห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หรือหางานอดิเรกทำ ฝึกนั่งสมาธิ เป็นต้น

โรคหน้าร้อนป้องกันได้ ดังนี้
1. เลือกทานอาหาร-น้ำดื่ม เน้นความสด ใหม่ สะอาด
2. หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที แต่ร้อนๆ อย่างนี้ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป
3. ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ว่าที่บ้านหรือที่ทำงาน อากาศต้องถ่ายเทสะดวก ส่วนห้อง
แอร์ก็ต้องเย็นอย่างพอเหมาะด้วยอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ไม่อย่างนั้นพอออกไปข้างนอกห้องอาจทำให้เกิดอาการวูบได้ง่ายๆ
4. อยู่บ้านดีกว่า นอกจากจะประหยัดในยุคเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ การอยู่บ้านยังทำให้เราเย็นสบาย
ไม่ต้องกลัวโรคลมแดด แต่หากจำเป็นควร สวมหมวก หรือกางร่มก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
5. กู๊ดบายแอลกอฮอล์ ร้อนๆ แบบนี้ อย่าริคลายเครียดด้วยเครื่องดื่มมึนเมา โดยเฉพาะคนที่มีโรค
ประจำตัวอย่างโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันถึงขั้นเกิดภาวะช็อกได้

แหล่งที่มา : www.lampang108.com
http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=330

ระวัง!!!มันมากับอากาศร้อน...



ร้อน ร้อน ร้อน....หลายคนคงสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่มาปะทะผิวกาย ที่ทำให้ผิวหนังรู้สึกแสบร้อนไปหมดกับสภาพความแปรปรวนของอากาศ ทั้งฝนตก แดดออก พายุเข้า ไฟป่า และภาวะภัยแล้งที่คืบคลานเข้ามาทีละนิด จนทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน จนเกิดอาการเจ็บป่วยในที่สุด…

วันนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงนำเรื่องราวโรคหน้าร้อนที่ควรระวังมาบอกกัน เพราะเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน อากาศที่ร้อนจัด ที่หลายคนอยากหลีกเลี่ยง กลับเป็นอากาศที่สุดแสนเย็นสบายเหมาะแก่การกระจายพันธุ์ของเหล่าเชื้อโรคตัวร้าย โดยโรคติดต่อที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มโรคติดต่อทางอาหาร น้ำ และกลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

กลุ่มโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ที่ต้องระวังในช่วงฤดูร้อนมี 5 โรค ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคบิด อหิวาตกโรค และไข้ไทฟอยด์ โดยเฉพาะเจ้าโรค “อุจจาระร่วง” ที่นางมนทิรา ทองสาริ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) ได้ออกมาเปิดเผยเมื่อต้นปี 52 ว่า จากการจัดเก็บสถิติอัตราป่วยต่อประชากรแสนคน ในโรคติดต่อที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาของฝ่ายระบาดวิทยา กองควบคุมโรค สนอ.ตลอดปี 2551 พบว่า คนกรุงเทพฯ ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันมากที่สุด จำนวนกว่า 700 คนต่อแสนประชากร!!!...



น่าตกใจ!!...เมื่อกระทรวงสาธารณะสุข โดย นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ออกมาเตือนประชาชนให้ระวังโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ เนื่องจาก กรมควบคุมโรคได้ทำเฝ้าระวังโรคกลุ่มนี้ ตั้งแต่ ม.ค. - ก.พ. 2552 พบว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคกลุ่มนี้ถึง 1.9 แสนราย



อย่างไรก็ตาม โรคอุจจาระร่วง เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ถ้าเรารู้จักที่จะเรียนรู้แม้แต่กับศัตรูร้ายอย่างเจ้าเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นเหล่านี้…



โรคอุจจาระร่วง หรือ ท้องเสีย มีอาการโดยทั่วไปคือ มีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน การถ่ายอุจจาระตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อ 1 วัน โดยอุจจาระจะมีลักษณะเหลว ไม่เป็นก้อน ถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเป็นมูกเลือด สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อในลำไส้จากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว ปรสิตและหนอนพยาธิ ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้ ติดต่อจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ หรือมีเชื้อโรคที่มือ แล้วใช้มือนั้นหยิบอาหารเข้าปาก หรือหยิบให้ผู้อื่นกิน จนทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้



เชื้อโรค ป้องกันได้ แค่ใส่ใจความสะอาด!!!...คุณสามารถป้องกันโรคอุจจาระร่วงได้ง่าย ๆ โดยการล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงและกินอาหาร ดื่มน้ำสะอาด ปรุงอาหารให้สุก ทานอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ไม่ควรเก็บอาหารข้ามมื้อ หรือ ข้ามวัน ถ้าจำเป็นต้องนำมาอุ่นก่อนทานทุกครั้ง ที่สำคัญควรขับถ่ายในห้องน้ำที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ รวมถึงกำจัดแห่งสะสมเชื้อโรค โดยเฉพาะถังขยะในบ้าน เศษอาหารที่เหลือติดจาน ควรทำความสะอาดให้ดี เพราะอาจนำมาซึ่งพาหะนำโรคอย่างแมลงวัน เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อโรค



โอย!!ท้องเสียแล้วทำไงดี...เมื่อเกิดอาการอุจจาระร่วงแล้ว ไม่ควรซื้อยาประเภทให้หยุดถ่ายมากิน เพราะจะทำให้ร่างกายไม่สามารถถ่ายเชื้อออกไปหมดได้ วิธีที่ถูกต้อง คือ กินน้ำเกลือแร่ โดยผสมตามข้างซอง หรือผสมเองก็ได้โดยใช้น้ำต้มสุกสัก 1 ขวด น้ำตาลสัก 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือ สัก 1 ช้อนชา ผสมแล้ว ดื่มบ่อยๆ ให้พอเพียงกับที่ถ่ายออกไป เพื่อลดการสูญเสียน้ำในร่างกาย หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะหากเกิดการสูญเสียน้ำในร่างกายมากอาจถึงขั้นช็อกจนเสียชีวิตได้



ไม่เพียงแต่คนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากอากาศที่แสนอบอ้าว สัตว์ต่าง ๆ อาทิ สุนัข แมว ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้น บ้านที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวไว้ในบ้าน ควรดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงเป้นพิเศษ และนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่ต้องพึงระวัง



โรคพิษสุนัขบ้า..หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคซึ่งอาจเกิดจากการกัด หรือ ข่วน จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว หนู เป็นต้น โดยเจ้าเชื้อร้ายตัวนี้ มีชื่อว่า “เรบีส์ ไวรัส” ไวรัสชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ในระบบประสาท จึงทำให้มนุษย์ที่ถูกกัดและติดเชื้อโรคนี้ มักเกิดการอักเสบของสมองและเยื่อสมอง ในระยะ 2-3 วันแรก ผู้ป่วยจะปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีไข้ คันหรือปวดบริเวณรอยที่ถูกกัด ทั้ง ๆ ที่แผลอาจหายเป็นปกติแล้วก็ตาม ต่อมาจะหงุดหงิด กระสับกระส่าย ตื่นเต้นไวต่อสิ่งเร้ารอบกาย ไม่ชอบแสง ลม มีน้ำลายไหล กล้ามเนื้อคอกระตุก เกร็งขณะพยายามกลืนอาหารหรือน้ำ ทำให้เกิดอาการ "กลัวน้ำ" จากนั้นจะเริ่มมีอาการ เพ้อ คลั่ง สลับกับอาการสงบ ชัก ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นอัมพาต โดยมีอาการแขนขาอ่อนแรง หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด เนื่องจากส่วนที่สำคัญของสมองถูกทำลายไปหมด



แต่ถ้าหากโดนกัดเข้าให้แล้วล่ะก็ อย่ารอช้า...ควรรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทราบ เพื่อประสานกับปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อควบคุมโรค และเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการ โดยการกักขังสัตว์ไว้ในที่ปลอดภัย และเฝ้าดูอาการประมาณ 15 วัน ไม่ควรทำลายสัตว์โดยไม่จำเป็น ควรปล่อยให้สัตว์ตายเอง ซึ่งจะตรวจพบเชื้อได้ง่าย และแน่นอน ในการส่งซาก หลังจากที่สัตว์ตายลง ถ้าเป็นสัตว์เล็กเช่นสุนัข แมว การส่งตัวอย่างอาจส่งเฉพาะหัว หรือส่งทั้งซากก็ได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ว่า สัตว์ชนิดนั้น เป็นโรคพิษสุขบ้าหรือไม่



เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้านี้เอง นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เล่าให้ฟังว่า โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ตลอดปี แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงในช่วงหน้าร้อน โดยใน ปี 2551 พบผู้ป่วยทั้งหมด 4 ราย เสียชีวิตทุกราย ปี 2552 ยังไม่มีรายงานผู้ป่วย และผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงต้องนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีละครั้ง ระวังบุตรหลานไม่ให้เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หากถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เช็ดให้แห้งแล้วใส่ยารักษาแผลสด เช่น โพรวิโดนไอโอดีน และรีบไปพบแพทย์โดยด่วน



ความน่ากลัวของโรคนี้ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้...เพราะว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ การรักษาจึงทำได้เพียงการดูแล ประคับประคอง และรักษาตามอาการ เท่าที่จะทำได้เท่านั้น ดังนั้น การป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกสุนัข หรือ แมวกัด เป้นการดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพราะลักษณะอากาศที่ร้อนแรงเช่นนี้ มักแฝงมากับมฤตยูเงียบมากมาย โดยเฉพาะเชื้อโรคร้ายสารพัดชนิด ที่เติบโตได้ดีในภาวะแห้งแล้ง จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษอีกด้วย



เพราะสุขภาพที่ดี จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้เราสามารถสู้กับไวรัส จากโรคต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับลมร้อนได้ เพียงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทำจิตใจให้สดใสอยู่เสมอ..

แหล่งที่มา : http://www.thaihealth.or.th/node/8733

อากาศร้อน...กินอย่างไร...ไม่ให้ร้อน

ได้อ่านพบบทความดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพและอาหารในหน้าร้อนนี้
ลองดูนะจ๊ะ

คิดว่าสุขภาพของชูการ์ก็ไม่แตกต่างจากมนุษย์เราเหมือนกัน ช่วงนี้ก็ให้หนอนนกน้อยๆ หน่อยละกัน เน้นผลไม้สดที่มีคุณค่าจะทำให้เค้าคลายร้อนได้มากทีเดียวจ๊ะ

อากาศร้อน..กินอย่างไร..ไม่ให้ร้อน

หน้าร้อนปีนี้ มาเยือนเร็วกว่าที่เคยนะคะ สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว
ทำให้หลายคนเกิดอาการเบื่ออาหาร อากาศร้อนยังทำให้อารมณ์เสีย
หงุดหงิดได้ง่ายอีกด้วย การเลือกรับประทานอาหารให้ดี นอกจากจะช่วยคลายร้อนแล้ว
ยังช่วยให้อารมณ์เย็นขึ้นได้อีกด้วย

หลายคนใช้วิธีดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ หรือรับประทานไอศกรีม
ซึ่งจะช่วยแก้กระหายคลายร้อนได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
แต่จะไม่ช่วยให้ร่างกายเย็นลงจากสภาพอากาศร้อนรอบๆ ตัวได้
ทางที่ดีควรอาบน้ำให้เย็นชื่นใจหรือรับประทานอาหารที่ช่วยให้ร่างกายระบายเหงื่อได้โดยตรง

อาหารประเภทเนื้อสัตว์และไขมัน
เป็นอาหารที่ต้องใช้พลังงานในการย่อยและการนำไปใช้สูงกว่าผักและผลไม้ การที่ทางเดินอาหารทำงานหนัก จะเกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย อาหารประเภทเนื้อและไขมัน รวมถึงอาหารทอด จึงเป็นอาหารที่รับประทานแล้วจะเกิดอาการแน่นท้อง อึดอัด ย่อยยาก
ทำให้รู้สึกร้อนมากขึ้น ไม่ควรรับประทานมากในหน้าร้อน

ส่วนอาหารที่ไม่สร้างความร้อนเพิ่มขึ้น คือ ผักและผลไม้ที่ไม่มีแป้งมาก ดังนั้น
จึงควรเน้นรับประทานผักและผลไม้เป็นหลักมากกว่าอาหารจำพวกแป้งและเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้พลังงานมากเกินความจำเป็นหากรับประทานมากเกินไป

พืชผักที่เหมาะจะรับประทานในหน้าร้อน ยกตัวอย่างเช่น
มะระ เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ แก้กระหาย แก้ร้อนใน
ฟักเขียว มีฤทธิ์เย็น คนจีนนิยมทำเป็นยาถอนพิษ ขับร้อนใน
ผักกาดขาว ช่วยแก้อาการร้อนในได้
ปวยเล้ง เป็นยาเย็น ช่วยขับร้อน แก้กระหาย
ถั่วเขียว มีฤทธิ์ขับร้อนใน แก้กระหาย ขับปัสสาวะ



นอกจากนี้ เครื่องเทศ ซึ่งมีสรรพคุณเป็นทั้งอาหารและเป็นยา
ก็ยังช่วยคลายร้อนได้โดยอาศัยความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ การกินเผ็ดทำให้มีเหงื่อออก
เป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย
หลายประเทศในแถบร้อนจึงรับประทานอาหารรสเผ็ด เช่น แกงเผ็ด ผัดเผ็ดต่างๆ
ควรแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ รับประทานทีละน้อย แต่รับประทานบ่อยๆ

เมนูที่นอกจากจะกินอร่อย ได้ประโยชน์ และยังช่วยคลายร้อนได้ ได้แก่ แกงเลียง แกงส้ม
ต้มยำ ต้มโคล้ง ยำต่างๆ น้ำพริกผักจิ้ม ก๋วยเตี๋ยวน้ำ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ
ส่วนของหวานก็ได้แก่ น้ำแข็งใส เฉาก๊วย ผลไม้ลอยแก้ว เลือกที่ไม่ใส่กะทิ
อากาศร้อนๆ คงไม่มีใครอยากดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ กันเท่าไรนัก

แต่การดื่มเครื่องดื่มร้อน อย่างเช่น ชาร้อน จะทำให้เหงื่อออก ซึ่งเมื่อเหงื่อระเหย
จะทำให้เกิดความเย็น แต่ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป
เพราะเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ จะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปอย่างรวดเร็ว



นอกจากนี้ ยังมีน้ำสมุนไพรที่มีสรรพคุณคลายร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ เช่น
ใบบัวบก แตงโม ใบเตย ใบสะระแหน่ ช่วยดับกระหายและคลายความร้อนในร่างกาย
น้ำตะไคร้ ช่วยขับเหงื่อ
น้ำกระเจี๊ยบ ช่วยรักษาอาการร้อนในภายในช่องปาก
น้ำมะนาว ช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า และขับเสมหะ
น้ำมะพร้าว ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย
น้ำมะตูม เป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มในหน้าร้อนมาแต่โบราณ
เพราะนอกจากจะมีกลิ่นหอมชื่นใจ ช่วยแก้กระหายได้แล้ว
ยังมีสรรพคุณในการทำลายเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วง
น้ำยาอุทัย เหยาะใส่น้ำเย็น ดื่มแล้วชื่นใจ มีสรรพคุณเช่นเดียวกับน้ำมะตูม
นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่ช่วยย่อยอาหาร ขับลม แก้อาการแน่น จุก เสียด
ได้อีกด้วย หากไม่ชอบน้ำสมุนไพร อาจเปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้คั้นสดๆ
ไม่ใส่น้ำตาลและเกลือ หรือใส่แต่น้อย ก็จะช่วยแก้กระหายคลายร้อนได้เช่นกัน
สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องทำงานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง
ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร หรือประมาณ 4-6 แก้ว
แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม แต่อย่าดื่มมากไปจนกระทั่งเกิดอาการจุก
และควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 1-2 แก้ว
เมื่อต้องออกจากบ้านในวันที่อากาศร้อนจัด


แหล่งที่มา : http://www.pantown.com/board.php?id=9651&area=1&name=board1&topic=8408&action=view