วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

10 อันดับสุดยอดสวนสนุกของโลก

10. ซีเวิลด์ (SeaWorld)

สวนสนุกซีเวิลด์เกิดจากแนวคิดของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย 4 คน ที่ต้องการสร้างร้านอาหารที่มีบรรยากาศแบบทะเลๆ แต่แทนที่ลูกค้าจะได้ทานปลาเป็นอาหาร พวกเขากลับพลิกแพลงให้ลูกค้าได้ชมปลาว่ายวนไปมารอบๆ ตัวแทนสวนสนุกซีเวิลด์แห่งแรกเกิดขึ้นที่ซานดิเอโกในปี 2507 จากนั้นก็มีเพิ่มขึ้น จนกระทั่งมีจำนวนถึง 3 แห่งในปัจจุบัน นอกจากที่ซานดิเอโกแล้วก็ยังมีอีกที่เมืองออร์แลนโดรัฐฟลอริดาและเมืองซานแอ นโทนิโอรายการเด็ดของที่นี่คือ การแสดงสดของสัตว์น้ำแสนรู้ แน่นอนว่านักท่องเที่ยวมาที่นี่ก็ต้องเตรียมใจมาเปียกทุกแห่งจะมีโปรแกรม สำหรับการทัศนศึกษาซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบได้ความรู้ไปด้วยในตัว เด็กๆ สามารถเลือกโปรแกรมทั้งแบบมาเช้าเย็นกลับ และแบบค้างคืน ที่สวนสนุกซีเวิลด์ในออร์แลนโดยังมีโปรแกรมว่ายน้ำลึกกับปลาฉลาม ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ใส่ชุดประดาน้ำแล้วเข้าไปอยู่ในกรงเหล็ก ก่อนที่กรงจะถูกหย่อนลงสู่สระใหญ่ที่มีปลาฉลามเขี้ยวยาวว่ายวนอยู่รอบๆ อ่านเรื่องนี้แล้วก็ไม่ต้องอิจฉาประเทศอื่นเค้าหรอกนะคะ เพราะถึงแม้ว่าสวนสนุกของบ้านเรา เมืองเราจะไม่มีติดอันดับอยู่เลย ก็ไม่เป็นไรค่ะ ดรีมเวิลด์ หรือสวนสยามก็เราก็ยังน่าเที่ยวอยู่นะคะ พาเด็ก ๆ ในบ้านไปเที่ยวสวนสนุกกันนะคะ ส่วนผู้ใหญ่ที่คิดจะไปเที่ยวสวนสนุกแล้วตีตั๋วเล่นเครื่องเล่นที่ให้ความ ตื่นเต้น หวาดเสียวกันแล้วล่ะก็ อย่าลืมกุมหัวใจของคุณไว้ให้ดีล่ะ

9. สวนสนุกพาราเมาท์

พาราเมาท์ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเวียคอมฯ คือคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เพราะจุดเด่นของที่นี่คือเครื่องเล่นหลากหลายชนิดที่มีแนวคิดมาจากภาพยนตร์ สวนสนุกของพาราเมาท์มี 5 แห่งในอเมริกาเหนือ แต่ละแห่งมีคอนเซ็ปต์เกี่ยวพันกับบริษัทในเครือเวียคอมที่ทำธุรกิจด้าน บันเทิง เช่น บริษัทผู้ผลิตรายการการ์ตูนนิกเคิลโลเดี้ยนสวนสนุก "เกรท อเมริกา" (Great America) ของพาราเมาท์ที่ตั้งอยู่นอกเมืองซานฟรานซิสโก มีบริเวณที่เรียกว่า นิกเคิลโลเดี้ยน เซ็นทรัล มีเครื่องเล่นหลายอย่างที่เกี่ยวพันกับรายการการ์ตูน เร็วๆ นี้มีเครื่องเล่นอีก 10 อย่างเพิ่มเข้ามา และที่สวนสนุกคิงส์ ไอส์แลนด์ของพาราเมาท์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ซินซินเนติ ก็มีเครื่องเล่นแนวรถไฟเหาะในความมืดที่เรียกว่า "สคูบี้-ดู" และที่สวนสนุกคิงส์ โดมิเนียน ในรัฐเวอร์จิเนีย ก็มีเครื่องเล่นเป็นหอสูงที่ปล่อยนักท่องเที่ยวดิ่งลงมาจากความสูง 305 เมตร

8. เลโกแลนด์ (Legoland)

ตั้งอยู่ในเมืองคาร์ลส์บาด รัฐแคลิฟอร์เนีย สวนสนุกแห่งนี้มีทั้งส่วนที่จัดแสดงงานประติมากรรมที่ทำจากตัวต่อเลโก้นับ ล้านๆ ชิ้น และส่วนที่เป็นเครื่องเล่นต่างๆ หัวใจหรือไฮไลต์ของสถานที่แห่งนี้ คือ "มินิแลนด์" ซึ่งใช้ตัวต่อเลโกมากกว่า 20 ล้านชิ้น สร้างอาคารจำลองซึ่งเป็นที่สำคัญๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น ทำเนียบขาว และเมืองนิวยอร์กจำลองและทั่วทั้งสวนสนุกแห่งนี้มีการใช้ตัวต่อเลโกมากกว่า 30 ล้านชิ้น ถ้าไม่อยากเดินชมเฉยๆ จะไปแวะหาความสนุกตื่นเต้นกับเครื่องเล่นต่างๆ ก็ได้ ที่นี่มีเครื่องเล่นมากกว่า 50 ชนิด และยังมีโรงเรียนฝึกขับรถ 1 แห่งอยู่ในนั้นด้วย นอกจากนี้เด็กๆ ยังสามารถลงทะเบียนเข้าเรียนในคอร์สที่เรียกว่า "ไมนด์สตรอม" (Mindstorms) เพื่อฝึกหัดสร้างหุ่นยนต์ คอร์สนี้ทางสวนสนุกจัดร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเส็ตส์ หรือเอ็มไอทีสถานที่แห่งนี้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2542 นอกจากที่สหรัฐแล้ว สวนสนุกเลโกแลนด์ยังมีในอีก 3 ประเทศ คือ อังกฤษ เดนมาร์ก และเยอรมนี

7. เลค คอมเพาซ์ (Lake Compounce)

อยู่ในเมืองบริสตอล รัฐคอนเนกติกัต เป็นสวนสนุกอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นแห่งหนึ่งที่สวยที่สุดในโลกเช่นกัน เพราะที่แห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยทะเลสาบและภูเขา เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2389 หรือ 150 กว่าปีมาแล้ว แต่ตอนนั้นเปิดบริการในฐานะสวนสาธารณะให้ผู้คนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ ต่อมาในปี 2540 จึงมีนายทุนรายใหม่คือบริษัทสวนสนุกเคนนีวูดฯ เข้ามาซื้อกิจการทำเป็นสวนสนุกเต็มรูปแบบผู้ที่ชื่นชอบของเก่า ของโบราณก็ไม่ควรพลาดรถไฟเหาะและชิงช้าสวรค์รุ่นเจ้าคุณปู่ (ปี 2454) รวมทั้งเรือจักรไอน้ำที่จะพานักท่องเที่ยวล่องชมวิวทะเลสาบ นอกจากนี้เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศ สวนสนุกของครอบครัว จึงมีบริการเสิร์ฟน้ำอัดลมฟรีตลอดทั้งวัน (ของหวานขึ้นชื่อของที่นี่เป็นขนมทอดชื่อว่า "โอรีโอ") เครื่องเล่นใหม่ล่าสุดของ เลค คอมเพาซ์มีชื่อว่า คลิปเปอร์ โคฟ (Clipper Cove) ตั้งอยู่ในบริเวณสวนน้ำ มีทั้งเชือก ทั้งตาข่ายและกระดานหกให้ปีนป่ายและกระโดดกันสุดเหวี่ยง นอกจากนี้ยังมีการแสดงของการ์ตูนการ์ฟิลด์และเพื่อนพ้อง รวมทั้งละครหุ่นโชว์ด้วย ที่นี่มีเครื่องเล่นทั้งหมด 40 อย่าง ค่าผ่านเข้าประตูสำหรับผู้ใหญ่ 29.95 ดอลลาร์ และเด็ก 20.95 ดอลลาร์

6. สวนสนุกเคนนี่วูด (Kennywood)

ผู้ที่ชื่นชอบสวนสนุกแบบดั้งเดิม ที่มีขนาดพื้นที่เล็กๆ ไม่ต้องเดินกันให้เมื่อยมากนัก ก็มักจะติดอกติดใจสวนสนุกเคนนี่วูด ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2441 แต่เดิมสวนสนุกแห่งนี้เป็นของบริษัทการรถไฟเอกชนที่มีนายแอนดรูเมลลอน เป็นเจ้าของ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ชิงช้าสวรรค์และภัตตาคารแห่งหนึ่งจากยุคนั้นก็ยังคงตกทอดมาให้คนรุ่นนี้ได้ เล่นและใช้บริการกัน ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นสถานที่สำคัญแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่งด้วย เพราะที่นี่มีมรดกทางวัฒนธรรมของอเมริกันมากมาย เช่น รถไฟเหาะรุ่นแรกๆ ที่ทำด้วยไม้ ล่องแก่งยุคแรกๆ ที่ทั้งเรือพายและเรือท่อนซุงทำจากไม้จริงๆ แต่ก็ใช่ว่าที่นี่จะมีแต่ของเก่าๆ เพราะรถไฟเหาะและเครื่องเล่นยุคใหม่ที่ชวนตื่นเต้นหวาดเสียวก็มีให้เล่นกัน รวมทั้งสวนสนุกสไตล์ฮาวายที่เรียกว่า หุบเขาแห่งภูเขาไฟ หรือ Volcano Valley ที่มีเครื่องเล่นที่เรียกว่า Big Kahuna เป็นเรือที่แล่นแบบควงสว่าน กระตุ้นต่อมอะดรีนาลินได้เป็นอย่างดีที่นี่มีเครื่องเล่นสำหรับผู้ใหญ่ 34 ชนิด สำหรับเด็ก 14 ชนิด ช่วงฤดูร้อนมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 1 ล้านคน ค่าผ่านประตู 8 ดอลลาร์ แต่สำหรับผู้สูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไป ลดราคาลงเหลือ 7 ดอลลาร์ และค่าตั๋วเครื่องเล่นแบบ 1 วันเล่นได้ทุกอย่างก็เพียง 28.95 ดอลลาร์

5. สวนสนุกดิสนีย์ (Disney)

คำว่า "ดิสนีย์" กับคำว่า "สวนสนุก" นั้นแทบจะกลืนกลายเป็นคำเดียวกันไปแล้ว เพราะสวนสนุกดิสนีย์นั้น นับเป็นผู้บุกเบิกและดำเนินนโยบายการตลาดที่ทำให้คนทั่วโลกได้ตระหนักรับรู้ ถึงนิยามแห่งคำว่าสวนสนุก ปัจจุบันดิสนีย์มีสวนสนุก 4 แห่ง คือ สวนสนุกดิสนีย์ที่เมืองอันนาไฮม์ที่เมืองอันนาไฮม์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (เปิดในปี 2498) สวนสนุกวอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ ที่เมืองออร์แลนโดในรัฐฟลอริดา (เปิดในปี 2514) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสแห่งที่ 5 มีกำหนดเปิดที่ฮ่องกงในช่วงปลายปี 2548 สวนสนุกแต่ละแห่งของดิสนีย์มีเครื่องเล่นจำนวนมากมาย มีการแสดงและขบวนพาเหรดหลายรอบ ทั้งยังมีโรงแรม ร้านค้าและภัตตาคาร ร้านอาหารจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ละแห่งมีจำนวนเครื่องเล่นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอยู่เสมอ เช่นในสิงหาคมนี้ สวนสนุกวอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ ที่ฟลอริดา จะมีเครื่องเล่นใหม่ที่เรียกว่า Mission : SPACE at Epcot ซึ่งจำลองบรรยากาศการนั่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารถัดไปในเดือนธันวาคมจะมี รีสอร์ตแห่งใหม่คือ Pop Century Resort และในปี 2549 ก็จะมีที่เที่ยวแห่งใหม่ในบริเวณสวนสนุกแห่งนี้คือ Epedition Everest เป็นรถไฟเหาะความเร็วสูงที่สามารถวิ่งถอยหลังได้ด้วย

4. ดิสคัฟเวอรี โคฟ (Discovery Cove)

เพิ่งเปิดเมื่อปี 2543 ตั้งอยู่ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา เป็นสวนสนุกแบบสวนน้ำขนาดย่อมที่มีระบบวางผังและการจัดการดีเยี่ยม จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เข้าได้รอบละ 1,000 คนเท่านั้น ที่นี่จึงไม่ต้องมีการเข้าคิวเป็นแถวยาวเพื่อรอเล่นเครื่องเล่น บริการก็ทั่วถึงนักท่องเที่ยวทุกคน เพราะเมื่อเข้ามาภายในบริเวณแล้ว นักท่องเที่ยวแต่ละคนจะมีไกด์นำชม สวนน้ำแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีเวิลด์ (SeaWorld) ประกอบด้วยทะเลสาบน้ำจืด ชายหาด แนวประการัง ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงสามารถว่ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในบริเวณ สวนสนุก หรือจะนั่งเรือไปก็ได้ ที่นี่ให้ทั้งความบันเทิงและความรู้ ไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวมุ่งจะมาทำคือการได้ว่ายน้ำเคียงข้างไปกับปลาโลมาแสน รู้ นอกจากนี้ยังมีทัวร์ดำน้ำอีกด้วย ราคาแพ็กเกจทัวร์เริ่มที่ 229 ดอลลาร์

3. ซีดาร์ พ้อยท์ (Cedar Point)

อยู่ที่เมืองแซนดัสกี้ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกาเช่นกัน เน้นเครื่องเล่นประเภทรถไฟเหาะเป็นพิเศษสำหรับคนที่คลั่งไคล้ความรู้สึกขยัก ขย้อนในกระเพาะเวลาที่เคลื่อนตัวเลื่อนไหลวูบวาบไปตามรางรถ ซีดาร์ พ้อยท์มีเครื่องเล่นถึง 68 ชนิด และรถไฟเหาะอีก 16 ชนิด เรียกว่ามีมากกว่าสวนสนุกอื่นใดในโลกใบนี้ เครื่องเล่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในฤดูร้อนนี้คือ Top Thrill Dragster ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเครื่องเล่นแนวรถไฟเหาะที่สูงที่สุดและเคลื่อนตัวด้วย ความเร็วสูงสุดในโลก นั่นหมายถึงเมื่อรถเคลื่อนถึงยอดสูงสุดนั้น คือเหนือพื้นดิน 420 ฟุต และความเร็วสูงสุดคือ 120 ไมล์ต่อชั่วโมง มีทั้งการเคลื่อนตัวแบบตกดิ่งลงจากเบื้องสูง และหมุนม้วนแบบควงแต่ผู้ที่ชอบความบันเทิงแบบนุ่มนวลก็มีที่ให้เข้าไปหย่อน ใจ คือสวนสนุกตัวการ์ตูนในชุด "พีนัทส์" (Peanuts) หรือที่รู้จักกันดีในนามสนู้ปปี้และเพื่อนพ้อง นอกจากนี้ยังมีสวนน้ำ Soak City สำหรับคนที่ไม่กลัวน้ำ และสวนสนุกประลองความเร็ว Challenge Park ที่มีสนามแข่งโกคาร์ท สนามกอล์ฟเล็ก และเครื่องเล่น RipCord ที่ผสานความตื่นเต้นของการดิ่งพสุธาและการเล่นเครื่องร่อนเข้าไว้ด้วยกัน ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเยอะที่สุดของที่นี่คือเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ซีดาร์ พ้อยท์ เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2413 ราคาตั๋ว 43.95 ดอลลาร์

2. บุช การ์เด้น (Busch Garden)

เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2502 ตั้งอยู่ในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีอีกแห่งที่เมืองวิลเลียมสเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย (เปิดปี 2518) จุดเด่นคือความเป็นสวนสนุกที่ผนวกสวนสัตว์เข้าไว้ด้วย บรรยากาศจึงเน้นความเป็นธรรมชาติ รถไฟเหาะมีทั้งแบบดั้งเดิมที่เรียกเสียงกรี๊ดพอเบาะๆ และแบบใหม่ที่เพิ่มความหวาดเสียวมากขึ้น สวนสนุก บุช การ์เด้น ที่เมืองแทมปา มีเครื่องเล่น 29 ชนิด เน้นบรรยากาศแบบแอฟริกา มีพื้นที่จำลองป่าโปร่งที่นักท่องเที่ยวสามารถชมชีวิตความเป็นอยู่ของช้าง แรด ม้าลายและกวาง ที่หากินโดยอิสระอยู่ในพื้นที่กว่า 29 เอเคอร์ แหล่งดึงดูดใจใหม่ล่าสุดของสวนสนุกทั้งสองแห่งคือ บ้านผีสิง 4 มิติ (Haunted Lighthouse 4D theater) ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ 3 มิติ ที่มีเอฟเฟกต์พิเศษเพิ่มความสมจริงขึ้นมาอีกมิติ เช่น ลมระเบิดและฝอยน้ำ ที่ฉีดพวยพุ่งออกมาจากเก้าอี้นั่งของผู้ชมทุกๆ ที่นั่งที่วิลเลียมสเบิร์กจะเด่นที่เครื่องเล่นประเภทรถไฟเหาะ และหมู่บ้านวัฒนธรรม โดยจะแบ่งพื้นที่สวนสนุกเป็นหมู่บ้านยุโรปจำลอง 9 หมู่บ้านเพื่อแสดงภาพวัฒนธรรมพื้นเมืองของอังกฤษ สกอตแลนด์ เยอรมนี และอิตาลีรวมจำนานเครื่องเล่นของที่นี่ก็ประมาณ 50 อย่าง ค่าตั๋ววันสำหรับผู้ใหญ่ 46.99 ดอลลาร์ ตั๋วเด็ก 39.99 ดอลลาร์ ส่วนบุช การ์เด้นท์ที่เมืองแทมปา ค่าตั๋ววันสำหรับผู้ใหญ่ 51.95 ดอลลาร์ เด็ก 3-9 ขวบ 42.95 ดอลลาร์

1. อัลตั้น ทาวเวอร์ (Alton Towers)

สวนสนุกแห่งนี้อยู่ในประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมือง Staffordshire ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง เครื่องเล่นประเภทรถไฟเหาะทั้งหลายของอัลตั้น ทาวเวอร์ เป็นแม่เหล็กดึงดูดใจทั้งผู้ที่ไปเที่ยวแบบครอบครัวและผู้ที่แสวงหาความมัน บนความระทึกใจโดยเฉพาะสองเครื่องเล่นใหม่ของที่นี่คือ บ้านผีสิงและลานเล่นลูกยางสำหรับเด็กเล็ก ส่วนผู้ที่ชอบความหวาดเสียวบนที่สูงก็ต้องไปลองเครื่องเล่นที่มีชื่อว่า Black Hole, Submission และ Ripsaw นอกจากเครื่องเล่นแล้ว ภายในบริเวณอัลตั้น ทาวเวอร์ยังมีโรงแรม 2 แห่ง และภายในโรงแรม 1 ใน 2 แห่งนี้ยังมีสวนสนุกแบบสวนน้ำสไตล์แคริบเบียนในร่มอีกด้วยนับเบ็ดเสร็จจำนวน เครื่องเล่นของที่นี่มี 30 อย่างด้วยกัน แต่ละฤดูกาลจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 2.5 ล้านคน และเดือนกรกฎาคมของแต่ละปีคือช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเนืองแน่นที่สุด อัลตั้น ทาวเวอร์ เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2523 ค่าเข้าชมสำหรับผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป 26 ปอนด์ 4-11 ขวบ 21 ปอนด์ และต่ำกว่า 4 ขวบเข้าฟรี

แหล่งที่มา : http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://seedang.com/files/comments/20/205809/images/1_display.jpg&imgrefurl=http://thailandza.exteen.com/20090317/entry&usg=__PoTWxl73YNaL1iNLWPeQ5XKFbcY=&h=278&w=371&sz=27&hl=th&start=3&um=1&tbnid=ZyDtz4M3kvKaKM:&tbnh=91&tbnw=122&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B1%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%2B%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%2B(Alton%2BTowers)%26hl%3Dth%26rlz%3D1T4ADBF_enTH304TH304%26sa%3DN%26um%3D1

ผลไม้เปรี้ยวอาจจะไม่มีวิตามินซี


ฝรั่ง มะม่วง มะละกอ ลำไย ลิ้นจี่ พุทรา มะกอก เงาะ แคนตาลูป เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ที่ว่ามากคือเนื้อผลไม้สด 100 กรัม มีวิตามินซี 40 มิลลิกรัม หรือมากกว่า ฝรั่งสด 100 กรัม มีวิตามินซีถึง 160 มิลลิกรัม จะว่ามีมากหรือมีน้อยจะต้องคิดต่อไปด้วยว่า เรากินได้มากหรือน้อย กินฝรั่ง 100 กรัม ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าจะให้กินมะขามป้อมสด ๆ 100 กรัม คงยาก เราจึงไม่สนใจแม้ว่ามะขามป้อมจะมีวิตามินซีมากกว่าผลไม้อื่น ๆ

ผักต่าง ๆหลายชนิดให้วิตามินซี แต่ผักก็เช่นเดียวกับผลไม้ ต้องกินสด ๆจึงจะได้รับวิตามินซีเต็มที่ เพียงลวกน้ำเดือด 5 วินาที วิตามินซีก็ลดลงแล้ว ถ้าต้มนานเทน้ำทิ้งจะสูญเสียวิตามินซีไปมาก ยังคงเหลือวิตามินเอ เกลือแร่และเส้นใยอาหาร ผักที่ให้วิตามินซีมาก ได้แก่ ผักคะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ พริกทุกชนิด มะละกอดิบ ผักกาดและผักที่มีใบสีเขียวทั้งหลาย ผักผลไม้ไม่ได้ให้แต่วิตามินซีเท่านั้น สิ่งอื่น ๆในผักมีประโยชน์ ช่วยรักษาโรคเบาหวานและป้องกันมะเร็งได้

วิตามินซีเป็นสารที่จำเป็นมาก แต่ถูกทำลายได้ง่าย จึงต้องได้กินทุกวัน ความที่ถูกทำลายได้ง่ายนี้ เป็นคุณสมบัติที่ช่วยรักษาความเป็นหนุ่มเป็นสาว เพราะตัวเองถูกทำลาย ช่วยรักษาเนื้อเยื่อของร่างกายไว้ ช่วยป้องกันโรคได้ คลินิกแพทย์หลายแห่งจัดวิตามินซีไว้ให้เป็นของแถม หรือให้เด็กอมเป็นขนม


วิตามินซีช่วยสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งมีความยืดหยุ่น ทำให้เส้นเลือดยืดหดตัวเมื่อหัวใจเต้น ถ้าขาดวิตามินซีเส้นเลือดจะเปราะ แตกง่าย เห็นได้ชัดที่เยื่ออ่อนหุ้มฟัน อาการขาดวิตามินซีที่เห็นได้ง่ายคือเลือดออกตามไรฟัน ผิวหนังช้ำง่าย เมื่อเป็นแผลจะหายยาก เพราะไม่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันประสานให้ติดกัน การสร้างความแข็งแรงให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้วิตามินซีมีประโยชน์ในการป้องกันโรค เพราะทำให้ผิวหนังแข็งแรง เชื้อโรคเข้าร่างกายไม่ได้

วิตามินซีช่วยบรรเทาอาการเครียด ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นเมื่อเครียด เช่นเมื่อตกใจกลัว ตื่นเต้น สนุกสนาน เป็นไข้หรือเมื่อรู้สึกหนาว วิตามินซีช่วย สร้างฮอร์โมนไธร็อกซินที่ร่างกายหลั่งออกมา เพื่อควบคุมการเผาผลาญสารอาหาร ในขณะที่เครียด ความต้องการวิตามินซีเพิ่มมากขึ้น


เมื่อรู้สึกว่าจะเป็นหวัด กินวิตามินซีเพิ่มขึ้นอาจจะไม่เป็นหรือหายเร็วขึ้น คนที่ได้รับวิตามินซีทุกวันจะเป็นหวัดน้อยกว่าคนที่ไม่ได้กิน อาหารเช้าแบบฝรั่งจะต้องเริ่มต้นด้วยน้ำส้มคั้นเสมอ น้ำผลไม้อื่นให้วิตามินซีน้อยกว่าน้ำส้มคั้น จึงแทบจะเป็นสูตรตายตัวว่า อาหารเช้าคือน้ำส้มคั้นสด หรือน้ำส้มแช่แข็ง น้ำส้มแบบอื่น ๆจะมีวิตามินซีน้อย หลายแห่งมีน้ำส้มเทียม หรือน้ำส้มผสมน้ำเชื่อมและเติมน้ำเปล่า คุณค่าทางโภชนาการจึงน้อยมาก

น้ำส้มให้วิตามินซีน้อยกว่าผลไม้สดที่กล่าวถึงข้างต้น แต่เราดื่มน้ำส้มแต่ละครั้งได้มากกว่า 100 กรัม เมื่อดื่ม 150 หรือ 200 กรัม จะได้วิตามินซีเพียงพอกับความต้องการใน 1 วัน แต่ถ้ากินผลไม้จะเสียเวลาเคี้ยว ส่วนมากคนที่ทำงานต้องรีบกินอาหารเช้า การดื่มจึงได้รับอาหารเร็วกว่า ยิ่งถ้าเปิดกล่องรินใส่แก้วดื่ม จะยิ่งประหยัดเวลากว่าปอก หั่น ผลไม้ และเคี้ยวกิน

ร่างกายดูดซึมและขับถ่ายวิตามินซีออกเร็วมาก เพียงไม่กี่ชั่วโมง วิตามินซีที่เหลือใช้จะออกมากับปัสสาวะ เราจึงควรกินผลไม้ที่มีวิตามินซีมากเป็นขนมและของว่าง ถ้ามีเวลา ควรได้เคี้ยวกินผลไม้บ่อย ๆ ได้ออกกำลังฟัน เส้นใยอาหารช่วยการย่อยและการขับถ่าย สารอาหารอื่น ๆในผลไม้ทำงานร่วมกับวิตามินซีและสารอาหารอื่น ๆ วิตามินซีช่วยการดูดซึมของธาตุเหล็ก แม้ว่าวิตามินซีจะไม่ได้ป้องกันโรคโลหิตจาง แต่วิตามินซีช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก จึงช่วยป้องกันโรคโลหิตจางทางอ้อม

สารอาหารต่าง ๆทำงานร่วมกัน ไม่มีสารใดทำงานเองอย่างเดียวโดด ๆ การได้รับสารอาหารจากอาหารจึงดีกว่าการกินแบบยาเม็ด ไม่มีอาหารใดมีสารอาหารอย่างเดียว นอกจากจะนำไปแยกออกเช่นน้ำตาลทราย ถ้าเป็นน้ำอ้อยจะมีสารอาหารหลายอย่าง แต่เมื่อนำไปทำเป็นน้ำตาลบริสุทธิ์แล้ว สารอาหารอื่น ๆจะไม่มีเหลือ เมื่อเลือกใช้น้ำตาล น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลที่ไม่ขาวจะดีกว่าน้ำตาลสีขาว

เมื่อฟังโฆษณาสินค้าว่ามีสิ่งที่มีประโยชน์ จะต้องถามต่อไปว่ามีเท่าไร การอ้างว่าผลไม้รสเปรี้ยวมีวิตามินซี เป็นข้อความที่เป็นจริง แต่มีเท่าไร มีเพียง 3 มิลลิกรัม กับมี 45 มิลลิกรัม ต่างกัน 15 เท่า น้ำส้มผสมต่าง ๆที่วางขายทั่วไปมีวิตามินซีก็จริง แต่มีน้อยมาก ไม่พอที่จะเกิดประโยชน์ มีโทษมากกว่า เพราะเติมน้ำตาลทำให้อ้วน สมัยที่โรคอ้วนกำลังระบาด หัดกินหวานให้น้อยลง ผลไม้อร่อยเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องเติมรสหวาน การเติมน้ำตาล เป็นการลดคุณค่า เท่ากับปลอมปนทำให้ปริมาณมากขึ้น ดีไม่ดีอาจเติมจุลินทรีย์ทำให้ท้องเสีย กินส้มตามธรรมชาติ ถ้าได้เนื้อส้มด้วยจะมีคุณค่ามากขึ้นอีก


แหล่งที่มา : http://women.thaiza.com/

แสงแดด” ตัวร้าย! อันตรายต่อผิว



แสงแดด มีทั้งคุณและโทษ ... ที่จริงแล้วแสงแดดมีประโยชน์ต่อมีสิ่งที่มีชีวิตบนโลกมากมาย ทั้งให้ความอบอุ่น ช่วยในการมองเห็น และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ Vitamin D ของร่างกายมนุษย์

อย่างไรก็ตามหากคนเราได้รับปริมาณแสงแดดที่มากเกินไปจะเกิดโทษได้ และอวัยวะที่ได้รับอันตรายจากแสงแดดโดยตรงก็คือ “ผิวหนัง” ของเรานั่นเอง ซึ่งมีทั้งเรื่องแสบไหม้ กระ ฝ้า แก่ก่อนวัย และ มะเร็งผิวหนัง เนื่องจากอุบัติการณ์ที่สูงขึ้นของ มะเร็งผิวหนัง ปัจจุบันจึงมีการรณรงค์ป้องกันผิวหนังจากแสงแดด โดยเน้นการป้องกันผิวหนังจากรังสี Ultraviolet ซึ่งทำได้หลายวิธี ลองอ่านต่อสิคะ

การทายากันแดด (Sunscreen)

เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะสะดวกและคล่องตัว อย่างไรก็ดีคนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่ ไม่ถูกต้องในการเลือกใช้ยากันแดด โดยเข้าใจว่ายากันแดดที่ดีคือ ยากันแดดที่มี SPF (Sun Protection Factor) สูง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

การเลือกยากันแดดไม่จำเป็นต้องเลือกชนิดที่มี SPF สูง โดยค่า SPF นั้น จะบอกประสิทธิภาพของ ยากันแดดในการป้องกันการเกิดผิวหนังแดงแสบซึ่งเป็นผลจากรังสี UVB เป็นหลัก ยากันแดดที่มีค่า SPF สูง จะป้องกันรังสี UVB ได้ดี แต่อาจป้องกันรังสี UVA ได้ไม่ดี รวมถึงอาจมีการใส่สารกันแดดลงไปหลายตัวจนทำให้คุณเกิดอาการแพ้ได้

วิธีเลือกยากันแดดที่เหมาะสม

ควรพิจารณาจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเราว่าในแต่ละวันต้องออกแดดมากน้อยเพียงใด เช่น หากไม่ค่อยออกแดดหรือทำงานในอาคาร การใช้ยากันแดด SPF 15 ก็เพียงพอ หากต้องทำงานตากแดด หรือเล่น กีฬากลางแจ้ง ควรใช้ยากันแดดค่า SPF 30

ข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันพบว่าทั้ง UVA และUVB มีส่วนสำคัญทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง โดยทำให้เกิดภาวะผิวหนังแก่ก่อนวัย รวมถึงก่อมะเร็งผิวหนังด้วย ดังนั้นเวลาเลือกซื้อยากันแดดควรเลือก ชนิดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVB และ UVA ซึ่งยากันแดดที่มีสารป้องกัน UVA จะสังเกตได้จากการมีค่า PA (Protection grade of UVA) ระบุไว้ที่ยากันแดด กรณีที่ไม่มีค่า PA ระบุ ควรเลือกชนิดของยากันแดดที่มีสารกันแดดที่สามารถป้องกัน UVA ร่วมด้วย

เคล็ดลับง่ายๆในการทายากันแดด

1.ต้องทาหนาพอสมควรจนเห็นผิวหนังขาวนวล เช่น บริเวณใบหน้า ควรทายากันแดดปริมาณ 1 กรัมต่อการทา 1 ครั้ง หากต้องการทายากันแดดทั่วทั้งตัวต้องทาอย่างน้อย 30 กรัมต่อ 1 ครั้ง จึงจะเพียงพอ เราควรเลือกยากันแดดชนิดที่กันน้ำ (water resistant) และควรทาซ้ำภายหลังว่ายน้ำหรือเล่นกีฬา เนื่องจากน้ำและเหงื่อหรือการเช็ดถูอาจจะทำให้ยากันแดดหลุดออกไปได้

2. สวมเสื้อผ้าและหมวก (Physical photoprotection)
จากการศึกษาวิจัยพบว่า ชนิดและคุณสมบัติของเสื้อผ้า สามารถบอกประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดได้ โดยผ้าที่ถักทอเนื้อแน่น อาทิ ผ้าใยสังเคราะห์ ผ้าขนสัตว์ จะป้องกันแสงแดดได้มากกว่า ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน นอกจากนี้ผ้าสีเข้ม จะป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน ส่วนการ สวมหมวก ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันแสงแดด โดยเราควรเลือกหมวกปีกกว้าง ซึ่งจะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าหมวกปีกแคบ และควรเลือกหมวกสีเข้มและเนื้อผ้าหนา จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดี

3. ติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ หากข้อมูลพบว่ารังสี UVB ไม่สามารถผ่านกระจกรถยนต์ได้ แต่รังสี UVA สามารถผ่านกระจกได้ ชนิดของกระจกมีผลในการป้องกันแสงแดด โดยกระจกหน้ารถยนต์ (windshield) เป็น laminated glass มีคุณสมบัติในการกันรังสี UVAได้ดีมาก ในขณะที่กระจกด้านข้างและกระจกด้านหลังรถยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกระจกนิรภัยชนิด tempered glass จะป้องกัน UVA ได้เพียง 50 % เท่านั้น ดังนั้นหากต้องการเลี่ยงการได้รับรังสี Ultraviolet ขณะอยู่ในรถยนต์ ควรติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์เพิ่มบริเวณกระจกด้านข้างและกระจกด้านหลัง

รับประทานวิตามินกันอันตรายจากแสงแดดจริงหรือไม่

ปัจจุบันมีการนำ Vitamin และอาหารเสริมหลายชนิดมาใช้โดยหวังผลในการต้านสารอนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดด แต่จะได้ผลแค่ไหนก็ยังต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไป ทางที่ดีที่สุด พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำ ข้างต้น เพียงเท่านี้ก็จะห่างไกลอันตรายกับเจ้าแสงแดดแล้วค่ะ

แหล่งที่มา : http://women.thaiza.com/detail_28791.html

8 ของกินใกล้ตัวที่มีประโยชน์

1.กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีมีธาตุเหล็กสูง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง กะหล่ำปลีเป็นผักต้านมะเร็ง และมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหัวใจและผู้ที่มีความเครียดมาก ๆ หรือนำกะหล่ำปลีไปต้มกับน้ำ นำน้ำมาดื่มช่วยรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ ส่วนการนำกะหล่ำปลีมารับประทาน แนะนำว่าควรจะทำให้สุกเสียก่อน เพราะในกะหล่ำปลีดิบมีเอนไซม์ไธอามีเนสซึ่งจะไปทำลายไวตามินบี
2.ขิง

ขิงเป็นส่วนผสมของอาหารที่ให้ความหอม เผ็ดร้อนแต่ไม่จัดจ้านจนเกินไป สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งสามารถนำมาช่วยบรรเทาอาการป่วยต่าง ๆ ได้ เช่น แก้คลื่นไส้ ช่วยย่อยอาหาร หรือถ้าเป็นน้ำขิงร้อน ๆ ผสมน้ำนาวหรือน้ำผึ้งเพิ่มความหอมหวาน จะช่วยบรรเทาอาการหวัด จะได้ไม่คัดจมูก
3.งา

งา 100 กรัม มีโปรตีนถึง 26 กรัม เหล็ก 7 มิลลิกรัม และสังกะสี 10.3 มิลลิกรัม เกลือแร่ และกรดไขมันไม่อิ่มตัว อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนที่ให้ประโยชน์ต่อตับและไต และยังมีสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ถ้ารับประทานควบคู่ไปกับผักหรือผลไม้ที่มีไวตามินซีสูง จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.น้ำอ้อย

ในเมืองไทยเราหาซื้อน้ำอ้อยรับประทานได้ไม่ยาก น้ำอ้อยมีสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายหลายชนิด น้ำอ้อยมีแคลเซียมสูงกว่านม และมีธาตุเหล็กสูงกว่าไข่ และมีโพแทสเซียมสูง น้ำอ้อยให้พลังงานสูง แต่ความหวานของน้ำอ้อย ให้ผลเสียต่อเหงือกและฟัน
5.ผักชีฝรั่ง

ผักชีฝรั่งที่คนไทยชอบใส่ในลาบนั่นล่ะ มีประโยชน์ไม่น้อยหน้าผักชนิดอื่น ๆ เหมือนกัน เพราะในผักชีฝรั่งอุดมไปด้วยแคลเซียม ไวตามินเอ ซี และโพแทสเซียม ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ในกองทัพจะนำผักชีฝรั่งมาต้มกับน้ำ แล้วให้ทหารที่เป็นโรคไตดื่ม ก็จะช่วยบรรเทาได้ และยังช่วยขับกรดยูริกในร่างกายอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยโรคโรคเกาต์และโรคไขข้ออักเสบ
6.พริกหวาน

พริกหวานมีเบตาแคโรทีนสูง มีไวตามินซี เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีไวตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า ในพริกสีเขียว 100 กรัมก็จะมีไวตามินซี 100 กรัมเช่นกัน
7.หอมหัวใหญ่

เป็นพืชวงศ์เดียวกับกระเทียม ช่วยลดโคเลสเตอรอลและลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยรักษาโรคโลหิตจาง โรคหืด ไขข้ออักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ และช่วยลดความแก่ชราได้อีกด้วย ซึ่งข้อหลังนี้ อาจจะทำให้หลายคนหันไปรับประทานหอมหัวใหญ่มากขึ้นเชียวล่ะ
8.เมล็ดทานตะวัน

เมล็ดทานตะวันอุดมไปด้วยโปรตีน ไวตามินบีรวม เกลือแร่ และไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งข้อหลังนี้จึงได้มีการสกัดออกมาเป็นน้ำมันเมล็ดทานตะวัน นำออกมาขายมากมาย เมล็ดทานตะวันมีประโยชน์ต่อร่างกายไม่แพ้เมล็ดฟักทอง สามารถช่วยขจัดความอ่อนเพลีย ความเหนื่อยล้า ปัญหาความเครียดลงได้


แหล่งที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=899792

มากินผลไม้กันเถอะ ตอนผลไม้หน้าร้อน



มะม่วง ของหวงมดแดง ผลดิบและสุกสามารถแปรรูป เป็นมะม่วงกวน
มะม่วงดอง มะม่วงแช่ อิ่ม มะม่วงเค็ม น้ำมะม่วง แยม ฯลฯ ผลดิบ ออกรส
เปรี้ยว นำไปจิ้มน้ำพริก ทำยำ ผลสุก ยังมีแร่ธาตุดีๆ อย่างแคลเซียมและ
ฟอสฟอรัส รวมทั้งสารเบต้า-เคโรทีน สำหรับให้ร่างกายนำไปสร้างวิตามินเอได้อีกด้วย

สับปะรด ตารอบตัว รับประทานเป็นผลไม้ได้ดี มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย
เพราะมีเกลือแร่และวิตามินต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราไม่น้อย
น้ำสับประรดเอาไปแช่เนื้อทำให้เนื้อนุ่มได้ด้วย ไม่ทำให้เปื่อยยุ่ยทำให้นุ่มกำลังดี ช่วยย่อยอาหารได้

แตงโม ผลโต น้ำเยอะ รักษาโรคเบาหวาน และดีซ่าน ขับปัสสาวะ
และช่วยให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น แก้อาการกระหายน้ำ และรักษาร้อนใน เนื้อแตงโมแก้เมาได้ด้วยนะ


ทุเรียนเนื้อสีเหลือง - รสหวานร้อน ทำให้เกิดความร้อน แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝี-หนอง แห้ง เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิ
ควรกินสองวันติดต่อกันและงดอาหารในทั้งสองเช้านั้น ความร้อนในสาร
กำมะถันธรรมชาติ และกากใย จากพูทุเรียน จะออกฤทธิ์ชำระล้างขยะในลำไส้ออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา
รวมทั้งเป็นยาถ่ายพยาธิต่างๆ อีกทั้งยังเป็นยาถ่ายในผู้ป่วยน้ำเหลืองเสีย ซึ่งมักเกิดแผลจากแมลงกัดอยู่เสมอ

เงาะเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซีและน้ำตาล แก้อาการบิด ท้องอืด ท้องเฟ้อ
เปลือกเงาะมีรสฝาด และมีสานแทนนิน ใช้เป็นยาขับพยาธิ์ เมล็ดมีฤทธิ์ทำให้หลับได้

ลองกองเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินบีและฟอสฟอรัส มีสรรพคุณในการลดความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
การทานลองกองเป็นประจำ จะช่วยป้องกันอาการร้อนในภายช่องปากได้ด้วย

สละ : คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อสละมีกรดอินทรีย์ น้ำตาล วิตามินซีเล็กน้อย
มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสและสารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

มังคุด : มี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี1 และ วิตามินซี


แหล่งที่มา : http://www.rabbitcafe.net/board/viewtopic.php?Category=rabbitlover&No=6852

หน้าร้อน" กับ 9 โรคร้าย...ที่ต้องระวัง!

ไม่เพียงอากาศเท่านั้นที่ร้อนระอุ ช่วงนี้ผู้คนมักเจ็บไข้ได้ป่วยกันง่ายขึ้นทั้งจากน้ำดื่ม อาหารที่ไม่สะอาดและอาหารเสียง่าย ทำให้โรคร้ายทยอยกันมาให้เห็น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินอาหาร และโรคระบบทางเดินหายใจที่ถือเป็นภัยสุขภาพก็ต้องระวัง ร้อนนี้มีโรคอะไรที่ต้องระวังบ้างไปดูกัน

1.โรคอุจจาระร่วง โรคนี้เกิดจากเชื้อโรค ต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ สามารถติดต่อได้โดยการทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำหรือเป็นมูกปนเลือด ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วร่างกายจะสูญเสีย น้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก หมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

2.โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมากและมักเกิดขึ้นในเวลารวดเร็วหลังจากทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป มักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่เป็ด ไข่ไก่ อาหารทะเล ฯลฯ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจมีถ่ายเหลวเป็นน้ำ มักไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม อาจดื่มหรือให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง

3.โรคบิด ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเป็นมูกปนเลือดบ่อยครั้ง ร่วมกับอาการปวดเบ่งที่ทวารหนัก คล้ายถ่ายไม่สุด โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ บิดชิเกลลา (Shigellosis) หรือบิดไม่มีตัวและบิดอะมีบา (Amebiasis) หรือบิดมีตัว

4.ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการทานอาหารหรือน้ำที่ถูกปนเปื้อน อาหารส่วนใหญ่ที่มักพบว่าทำให้เกิดโรค คือ อาหารจำพวกนม ผลิตภัณฑ์จากนม หอย ไข่ เนื้อสัตว์ น้ำ และอาหารอื่นๆ ที่ถูกปนเปื้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ สัปดาห์แรกไข้มักไม่สูง อาจมีอาการปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ตามตัว อาจมีหนาวสั่นได้ คนไข้ซึมลง อาจเพ้อ

5. อหิวาตกโรค (Cholera) เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย (Vibrio Cholerae) เข้าสู่ร่างกายโดยการทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรค หรือพิษของเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ เช่น อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารสุกๆ ดิบๆ เชื้อโรคจะสร้างพิษออกมาทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็กทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

6. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม ทั้งนี้ เพราะอากาศเปลี่ยนไปมาหรืออยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อรู้สึกตัวว่าเป็นหวัดให้พักผ่อน ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ และแยกนอนร่วมกับผู้อื่น หากยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์

7. โรคผิวหนัง ในหน้าร้อนอาจทำให้เราเกิดเม็ด ผดผื่นคัน สามารถป้องกันได้ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและรักษาความสะอาดบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกหรือน้ำที่ไม่สะอาด

8. โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่มีสุนัขเป็นพาหะหลักที่นำเชื้อไวรัสมาสู่คน โดยสุนัขบ้าอาจกัด ข่วน หรือเลียผิวหนังคนมีแผลเชื้อไวรัส โรคพิษสุนัขบ้านี้ เมื่อมีอาการของโรคจะเสียชีวิตทุกราย แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ที่สำคัญ ควรนำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน เพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกคน

9. โรคเครียด เป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในหน้าร้อน ทำให้เกิดอาการปวดหัว นอนไม่หลับ โมโหและหงุดหงิดง่าย จนกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง วิธีคลายเครียดง่ายๆ คือ หนีร้อนไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย เช่น ในห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หรือหางานอดิเรกทำ ฝึกนั่งสมาธิ เป็นต้น

โรคหน้าร้อนป้องกันได้ ดังนี้
1. เลือกทานอาหาร-น้ำดื่ม เน้นความสด ใหม่ สะอาด
2. หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที แต่ร้อนๆ อย่างนี้ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป
3. ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ว่าที่บ้านหรือที่ทำงาน อากาศต้องถ่ายเทสะดวก ส่วนห้อง
แอร์ก็ต้องเย็นอย่างพอเหมาะด้วยอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ไม่อย่างนั้นพอออกไปข้างนอกห้องอาจทำให้เกิดอาการวูบได้ง่ายๆ
4. อยู่บ้านดีกว่า นอกจากจะประหยัดในยุคเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ การอยู่บ้านยังทำให้เราเย็นสบาย
ไม่ต้องกลัวโรคลมแดด แต่หากจำเป็นควร สวมหมวก หรือกางร่มก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
5. กู๊ดบายแอลกอฮอล์ ร้อนๆ แบบนี้ อย่าริคลายเครียดด้วยเครื่องดื่มมึนเมา โดยเฉพาะคนที่มีโรค
ประจำตัวอย่างโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันถึงขั้นเกิดภาวะช็อกได้

แหล่งที่มา : www.lampang108.com
http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=330

องค์กรอนามัยโลกแนะวิธีป้องกันตนเองจากไข้หวัดใหญ่แม๊กซิโก

ไข้หวัดหมู/ไข้หวัดใหญ่แม๊กซิโก หรือ Swine Influenza คือ โรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (มักจะเป็นเชื้อ Influenza type A เป็นส่วนใหญ่) สามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ได้หลากหลายดังเช่นไข้หวัดใหญ่ที่พบทั่วไป สายพันธุ์ที่พบได้บ่อยคือ H1N1 และสายพันธุ์อื่นๆ

ผู้เชี่ยวชาญไข้หวัดหมู คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไข้หวัดหมูในเมืองไทยมีอยู่แล้ว และโชคดีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่รุนแรงเท่ากับเม็กซิโก ประกอบกับระบบการเลี้ยงหมูของบ้านเราดีกว่า ไม่มีการเลี้ยงต่างสายพันธุ์จึงลดโอกาสผสมผสานของเชื้อได้ ประกอบกับไม่มีการทำวัคซีนหมู ส่วนไข้หวัดหมูเม็กซิโกในบ้านเรายังไม่มี ซึ่งไข้หวัดหมูเม็กซิโกเกิดจากกลายพันธุ์ที่มีการผสมผสานยีนต์ต่างๆ ซึ่งไข้หวัดหมูเม็กซิโก คาดว่าจะมีเชื้อหวัดนกและหวัดคนไปสู่หมู และจากคนสู่คน กลายเป็นคนเป็นพาหะที่เป็นจุดสำคัญ

ส่วนความต่างระหว่างไข้หวัดหมูกับไข้หวัดนกนั้น ไข้หวัดนกจะไปทุกระบบของร่างกาย แต่หวัดหมูจะไปเฉพาะทางเดินลมหายใจ เมื่อลมหายใจล้มเหลวก็ตายได้ ทั้งนี้การรับประทานเนื้อหมูไม่มีปัญหาที่น่ากลัว เพราะจะเกิดจากคนในการแพร่โรค ที่เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยง

องค์กรอนามัยโลกแนะวิธีป้องกันตนเองจาก ไข้หวัดหมู / ไข้หวัดใหญ่แม๊กซิโก

องค์การอนามัยโลกก็ออกมาย้ำอีกครั้งว่า การบริโภคเนื้อหมูจะไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อ โดยระบุว่า ไวรัสดังกล่าวจะตายในอุณหภูมิ 70 องศาสเซลเซียส หากมีการปรุงสุกแล้วจะไม่มีการติดเชื้อใดๆ ขณะเดียวกันก็เสียงถามจากประชาชนมากมายถึงวิธีเบื้องต้นในการป้องกันตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคติดต่อของสหรัฐฯหรือ CDC ได้บอกวิธีง่ายๆก็คือ

1.ต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำอุ่นประมาณ 20 ครั้งต่อวัน เนื่องจากพบว่า การติดเชื้อร้อยละ 80 เกิดจากการสัมผัสมือ ถ้าไม่สามารถล้างมือตามปกติได้ก็ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 60%

2.สวมหน้ากากป้องกัน ทาง CDC แนะนำหน้ากากยี่ห้อ เวน วีร่า รุ่น N99 ซึ่งมีขนาดความกว้าง 100 คูณจะช่วยป้องกันได้ดีกว่า และเป้นหน้ากากที่ผลิตออกมาเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสชนิดแรกของโลก สวมใส่ง่าย สามารถพูดและหายใจได้สะดวกและพูด ควรจะพกติดตัวกรณีต้องเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ

3.หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม แต่หากจำเป็นจะต้องไปจริงๆก็ให้ใช้เวลาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พยายามอยู่ห่างจากบุคคลที่คาดว่าจะติดเชื้อ 6 ฟุต และสวมใส่หน้ากากตลอดเวลา

4.ตื่นเต้นและเฝ้าระวังตลอดเวลา หากรู้สึกผิดปกติเช่นมีอาการไข้หรือเป็นหวัด ให้ไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากไข้หวัดหมู มีอาการคล้ายกับไข้หวัดปกติ

5.ตัวยาที่เชื้อไวรัสตัวนี้ตอบสนองมี 2 ชนิดคือ ทามิฟลู และ รีเลนซ่า และมีอาการดื้อต่อยาต้านไวรัสสองชนิดได้แก่ ซิมมีเทรล และ ฟลูมิดีน

แหล่งที่มา : http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=337